เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือร่วมกับทีมไทยแลนด์ และพบปะหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนภาคเอกชนไทยจากบริษัทชั้นนำต่างๆ 

โดยผู้เข้าร่วมทีมไทยแลนด์ ได้แก่ น.ส.จิรัสยา พีรานนท์ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ผู้ช่วยทูตทหารบก ผู้ช่วยทูตทหารอากาศอัครราชทูตที่ปรึกษา จากฝ่ายการพาณิชย์ ฝ่ายควบคุมยาเสพติด และฝ่ายความมั่นคง รวมถึงภาคเอกชน โอกาสนี้ นายกฯ กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูต สมาชิกทีมประเทศไทย และผู้แทนภาคเอกชนไทยทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และสละเวลาเดินทางมาร่วมการหารือในวันนี้ ซึ่งการเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการในฐานะประเทศแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงความสำคัญของลาวสำหรับไทย ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด มีความเกี่ยวโยงกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนา โดยรัฐบาลชุดนี้ต้องการวางรากฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในอนาคต ผ่านการขยายตลาดการค้า การดึงดูดการลงทุนสมัยใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มเข้าสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และการส่งเสริมการลงทุนของไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่มีห่วงโซ่อุปทาน และระบบคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

นายกฯ ยังขอให้ภาคเอกชนไทยดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และส่งเสริมการจัดกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์นักลงทุนไทยในฐานะ “นักลงทุนคุณภาพที่ลาวไว้วางใจ” พร้อมสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานสร้างเครือข่ายกับบุคคลระดับสูงของลาวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อขยายเครือข่าย “Friends of Thailand” ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในลักษณะ win-win ทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ นายกฯ ได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจและธุรกิจใน สปป.ลาว โดยรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อพิจารณาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือไทย-ลาว ให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ ที่ประชุมยังหารือครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายการค้าทวิภาคี 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2027 และเตรียมจัดประชุม JC COOP ครั้งที่ 8 เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนและ SMEs 2.การอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ โดยขอให้ฝ่ายลาวดูแลการขนส่งผลไม้จากไทยผ่านลาวไปจีน รวมถึงค่าธรรมเนียมและการอนุญาตให้รถบรรทุกไทยใช้สถานีเวียงจันทน์เพื่อขนถ่ายสินค้าขึ้นรถไฟลาว-จีน โดยตรง 3.การแก้ปัญหาภาษีหลายรายการ ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง โดยจะผลักดันให้มีระเบียบที่ชัดเจนและโปร่งใส 4.การพัฒนาศักยภาพบุคลากรลาว เพื่อรองรับการลงทุนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยในลาว และ 5.การรองรับอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน.