เมื่อวันที่ 16 ต.ค. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวนกรณีกล่าวหา นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กับพวก ทุจริตเงินอุดหนุนสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ 2560 ที่จัดสรรให้กับนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ จ.สงขลา นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จ.สตูล นิคมสร้างตนเองเบตง จ.ยะลา ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.พัทลุง และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ยะลา (5 สำนวนคดี)

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบฯ 2560 ก่อนที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจประเภทเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งให้แก่นิคมสร้างตนเอง และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ ขณะดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้สั่งการด้วยวาจาไปยังผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ จ.สงขลา ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จ.สตูล ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเบตง จ.ยะลา ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.พัทลุง และ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ยะลา ว่ากรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะจัดสรรเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ประจำปีงบฯ 2560 โดยมีเงื่อนไขว่านิคมสร้างตนเองและศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าวจะต้องนำเงินส่งกลับคืนให้แก่ส่วนกลางจำนวนร้อยละ 30-35 ของวงเงินที่ได้รับจัดสรร 

ต่อมาเมื่อนิคมสร้างตนเองและศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแต่ละแห่งได้รับโอนเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ประจำปีงบฯ 2560 แล้ว ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองและ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการขออนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ตามระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ว่าด้วยเงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2552 รายละ 2,000 หรือ 3,000 บาท แล้วนำเงินไปจ่ายให้แก่ผู้มีชื่อรับเงินไม่ครบตามจำนวน เพื่อให้มีเงินส่วนต่างส่งคืนให้แก่นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ ดังนี้

1.นิคมสร้างตนเองรัตภูมิ จ.สงขลา ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนจำนวนรวม 10,530,000 บาท เมื่อนายอุทิศ อุทัยรัตน์ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเอง ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์แล้ว ปรากฏว่าผู้มีชื่อเป็นผู้รับเงินบางรายได้รับเงินน้อยกว่าที่ระบุในใบสำคัญรับเงิน บางรายไม่ได้รับเงิน โดยนายอุทิศ อุทัยรัตน์ ได้นำเงินสงเคราะห์ ที่หักไว้จำนวนร้อยละ 30 ส่งมอบให้นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ เป็นเงินรวม 3,000,000 บาท

2.นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จ.สตูล ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนรวม 10,150,000 บาท นายพิชัย เทพี ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเอง ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่หักเงินเก็บไว้ร้อยละ 50 ของเงินที่อนุมัติเบิกจ่าย แล้วนำเงินที่เหลือไปซื้อต้นกาแฟ แว่นตา ถุงยังชีพ แจกให้แก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งแทนการจ่ายเป็นเงินสด หรือนำเงินสงเคราะห์ไปจ่ายเพียงครึ่งเดียว รวมเป็นเงินที่หักทอนไว้ทั้งสิ้น 5,075,000 บาท โดยนายพิชัย เทพี เก็บเงินไว้เองร้อยละ 20 เป็นเงิน 2,030,000 บาท ส่วนที่เหลือร้อยละ 30 เป็นเงิน 3,045,000 บาท ได้ส่งมอบให้กับนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ 

3.นิคมสร้างตนเองเบตง จ.ยะลา ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนรวม 10,270,000 บาท นายประจบ อินทกาญจน์ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเอง ได้นำแบบสำรวจข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคมให้เจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ตรวจเยี่ยมบ้านทั้งที่ไม่มีการลงพื้นที่หรือตรวจเยี่ยมจริง จากนั้นได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์และนำเงินไปจ่ายด้วยตนเอง โดยผู้มีชื่อรับเงินบางรายไม่ได้รับเงินหรือได้รับเงินเพียงบางส่วน และมีการปลอมลายมือชื่อของผู้รับเงิน แล้วนำเงินจำนวนร้อยละ 35 ของเงินที่ได้รับจัดสรร เป็นเงิน 3,394,500 บาท ส่งมอบให้กับนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์

4.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.พัทลุง และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ยะลา ไม่ได้ทำหนังสือขอรับจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติม แต่นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ แจ้งให้จัดทำหนังสือขอรับจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมย้อนหลังตามที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้โอนเงินอุดหนุนเพิ่มเติมให้ ดังนี้ 4.1 ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.พัทลุง ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมรวม 11,500,000 บาท นายชัยชาติ มหาสุวรรณ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ได้หักเงินไว้ร้อยละ 50 ของเงินที่ได้รับจัดสรร เพื่อให้มีเงินส่วนต่าง 3,000,000 บาท (ร้อยละ 30) ส่งคืนให้แก่นายธีรพงษ์  ศรีสุคนธ์ ส่วนเงินที่เหลือร้อยละ 20 เป็นเงิน 2,000,000 บาท นายชัยชาติ มหาสุวรรณ ได้เบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งไม่ได้รับเงินสงเคราะห์หรือได้รับเงินไม่ครบตามจำนวนที่ขออนุมัติเบิกจ่าย 4.2 ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ยะลา ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมรวม 10,000,000 บาท นางบุญเรือน นามตาปี ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่นำเงินสงเคราะห์ไปมอบให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งไม่ครบตามจำนวนที่ขออนุมัติเบิกจ่าย แล้วนำเงินร้อยละ 30 ของเงินที่ได้รับจัดสรร เป็นเงิน 2,700,000 บาท ส่งมอบให้กับนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ 1.การกระทำของนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 103 ประกอบมาตรา 122 และประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543 ข้อ 5 (2) และมาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 และมาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้วแต่กรณี และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

2.การกระทำของนายอุทิศ อุทัยรัตน์ นายพิชัย เทพี นายชัยชาติ มหาสุวรรณ และนางบุญเรือน นามตาปี มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้วแต่กรณี และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

3.การกระทำของนายประจบ อินทกาญจน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 91 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

4.การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐรายอื่นที่เกี่ยวข้อง มีมูลความผิดทางอาญาและวินัยอย่างร้ายแรง หรือข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้กันไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี แล้วแต่กรณี

สำหรับความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เนื่องจากสำนักปลัดกระทรวง พม. ได้มีคำสั่งลงโทษไล่นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ ออกจากราชการ และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้มีคำสั่งลงโทษปลดนายประจบ อินกาญจน์ และนางบุญเรือน นามตาปี ออกจากราชการ ในการกระทำความผิดนี้เหมาะสมแก่กรณีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยอีก ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณี และให้แจ้งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง