เมื่อวันที่ 18 ต.ค. นายชวลิต  วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุใจความว่า 

“สิงห์ผยอง กลายเป็นสิงห์หงอยในบัดดลด้วยมือนักการเมือง และทำตนเอง ทางรอดเดียวจากวิกฤต คือคนไทยทุกคนต้องช่วยกันสร้างการเมืองสุจริต บทความวันนี้ตั้งใจจะให้กำลังใจข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ให้มีกำลังใจตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน

อีกประการหนึ่ง ตั้งใจจะขายความคิดแนวทางการสร้าง การเมืองสุจริต สู้กับการเมืองทุจริต ที่เป็นกับดักการพัฒนาประเทศไม่เจริญก้าวหน้าตามศักยภาพที่มีอยู่ ที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่ยังทุกข์ยากอยู่ทุกวันนี้เพราะการเมืองทุจริตนำไปสู่การทุจริตทุกหย่อมหญ้าจนติดอันดับโลกให้เป็นที่อับอาย

ในส่วนของข้าราชการมหาดไทย เมื่อตั้งใจทำความดีแล้ว อย่างน้อยความดีก็อยู่ในใจตน สักวันหนึ่งระบบคุณธรรมจะกลับมา เมื่อพี่น้องประชาชนเอือมระอากับนักการเมือง และหรือข้าราชการที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นกับดักการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้ประเทศไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าที่ควรจะเป็น ที่สำคัญทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ทุกข์ยากอยู่ทุกวันนี้ดังที่กล่าวข้างต้น

ไม่มีใครดีไปกว่าใคร รัฐบาลที่แล้ว ย้ายอธิบดีกรมการปกครองที่เหลืออายุราชการอีกเพียง 2 เดือน เข้ากรุ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความผิดอะไร รัฐบาลนี้ เข้ามาก็ย้ายอธิบดีกรมการปกครองที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่แทนคนเดิมกลับไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด  

ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งไปรับตำแหน่งเพียง 14 วัน โดยไม่มีความผิดใด ๆ ไปจังหวัดอื่น ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเริ่มงาน ยังไปเยี่ยมอำเภอต่าง ๆ ไม่ครบทุกอำเภอเลย หรือสมัยนี้ไม่ต้องดูเหตุ ดูผล กันแล้ว เพียงเป็นคนของฝ่ายการเมือง ทำให้การเมืองพอใจก็พอแล้ว เพื่อสนองงานการเมืองของผู้แต่งตั้งและพวกพ้อง ไม่แคร์ระบบคุณธรรม ระบบธรรมาภิบาลใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วบ้านเมืองจะอยู่อย่างไร

นอกจากนั้นยังลามไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดต้องฟังคำสั่งจากนักการเมือง ถึงจะทำงานด้วยกันได้ พูดออกทีวี ออกโซเชียลกันโจ๋งครึ่ม เอิกเกริก ศักดิ์ศรีของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหายไปไหนสิงห์ผยอง กลายเป็นสิงห์หงอย ในบัดดลเมื่อนักการเมืองคำราม ปัจจุบันข้าราชการเปรียบเสมือนตุ๊กตา ที่นักการเมือง จะหยิบจะจับไปวางตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ  เช่นนั้นหรือ ผมดูทีวีทุกว้นนี้ปวดกระดองใจ นักการเมืองยืนให้สัมภาษณ์อยู่ตรงไหน จะมีปลัดกระทรวง มีอธิบดียืนเป็นวอลเปเปอร์อยู่ข้างหลัง  ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่นักการเมืองให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องการเมืองหากเป็นเรื่องไปตรวจราชการด้วยกันก็พอทำเนา

อย่าลืมว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นข้าราชการระดับสูง สมัยก่อนเรียกว่าข้าหลวง ต้องได้รับการโปรดเกล้า ฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ผู้บังคับบัญชา คือ ปลัดกระทรวง หากปลัดกระทรวงไม่เป็นหลักเสียคนแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะโอนเอนไปมาตามกระแสการเมืองสมัยก่อนข้าราชการที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีต้องมีอาวุโส มีความรู้ ความสามารถสร้างบารมีด้วยคุณงามความดี มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สมัยนี้ ปลัดกระทรวง อธิบดี ดูหน้าละอ่อน เหลืออายุราชการอีก 5 – 6 ปีจะเกษียณ ระบบอาวุโสไม่ต้องพูดถึง เพียงดูว่าเป็นคนของใคร สีอะไร หรือเป็นคนของบ้านใหญ่จังหวัดไหน หรือไม่ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถเป็นเรื่องรอง

ผมยังพอใจระบบการแต่งตั้งของตุลาการอัยการ ถ้ามหาดไทยยึดหรือนำมาประยุกต์เป็นแบบอย่างจะช่วยให้ข้าราชการมีขวัญ กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมาก  ไม่เช่นนั้นต่อไป คนที่ตั้งใจ อุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ราชการจะหายหมด เพราะหมดกำลังใจ คนรุ่นใหม่ที่สนใจจะเข้ารับราชการและเจริญเติบโตตามความรู้ ความสามารถ ก็จะไม่กล้าเข้ามาในระบบราชการ ภารกิจ พันธกิจของ กรม กระทรวง จะเป็นเช่นไร ผมไปเยี่ยมน้อง ๆ นายอำเภอตามอำเภอเมื่อมีโอกาส ได้แต่ส่ายหน้า ล้วนพากันบอกว่า ประคับประคองไปวัน ๆ ถ้าการเมืองลงมาล้วงลูกกันอย่างนี้

จากที่กล่าวมาพอสังเขป ดังกล่าว เห็นได้ว่า การปฏิบัติของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางส่วนดังกล่าว อาจถูกมองว่าไม่ใช่ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เป็นข้าราชการของนักการเมืองไปแล้ว ส่วนนักการเมืองที่ปฏิบัติดังกล่าว ก็อาจถูกมองได้ว่า ไม่ได้ใช้ระบบคุณธรรม ระบบธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน  เข้าทำนองคำพังเพยที่ว่า มือใครยาว สาวได้สาวเอา หรือ น้ำขึ้นให้รีบตักเป็นต้น แสดงว่า ท่านไม่ได้ตั้งใจเข้ามาพัฒนาบ้านเมือง แต่มองประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นหลัก

ผมเห็นว่า การจะสู้กับการเมืองทุจริต เราคนไทยต้องตระหนักรู้ถึงพิษภัยของการเมืองทุจริต ว่าจะกระทบต่อตัวเรา ครอบครัวเรา กิจการเรา และสังคมประเทศชาติอย่างไร และวิธีเดียวที่จะสู้ได้ คือสู้ด้วยแนวทาง การเมืองสุจริตซึ่งอยู่ตรงข้ามกันเท่านั้น หากเรายังยกย่อง ชมเชย ก้มหัวให้กับความไม่ดี ไม่งาม ตามทำนองคลองธรรม เราก็จะประสบปัญหาอยู่เช่นทุกวันนี้

หวังว่าบทความนี้จะส่งผลให้สังคมตระหนักรู้ถึงพิษภัยของการเมืองทุจริตแล้วให้ความสำคัญกับการเมืองสุจริตให้มากขึ้นด้วยการวิเคราะห์อย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วต้องร่วมกันหาทางออกจากวิกฤต ประการสำคัญ พี่น้องประชาชนอย่าเบื่อการเมือง เพราะการเมืองเกี่ยวพันกับทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ชอบหรือไม่ชอบการเมือง การเมืองก็เป็นตัวตัดสินในระดับนโยบายในที่สุด ทุกวันนี้ สื่อมวลชนวิพากษ์ว่า การเลือกตั้งที่จะถึง จะใช้ระบบ 3 5 7 ซึ่งไม่ใช่อาวุธปืนขนาด357 มม.นะครับ แต่เป็นค่าใช้จ่าย ส.ส.ในการเลือกตั้งแต่ละคน ตามเกรด A B C 30 ล้าน  50 ล้าน และ 70 ล้าน นี่เป็นข้อมูลเผยแพร่กันทางทีวีเลยครับ

ทั้งนี้ ไม่นับเมื่อเข้ามาเป็น สส.แล้ว พรรคการเมืองนั้น ๆ จะต้องดูแล สส.เป็นรายเดือนอีก เดือนละ 1 ขีด 2 ขีด 3 ขีด 1 ขีด หมายถึง 1 แสนนะครับ อีกทั้ง เพื่อป้องกัน สส.พรรคของตนเองไปเป็นงูเห่า ซึ่งปัจจุบันทุกพรรคการเมือง มีงูเห่ากันถ้วนทั่วแล้ว เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า เงินที่แต่ละพรรคการเมืองจะใช้จ่ายมหาศาลดังกล่าวนั้น คงไม่ใช่เงินสะอาดแน่ แต่เป็นเงินเทา  แล้วสังคมส่วนใหญ่จะปล่อยให้การเมืองเป็นสีเทา สกปรกวนเวียนอยู่อย่างนี้หรือ 

ถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ คนไทยเราก็ต้องผจญอยู่กับ วงจรอุบาทว์ทางการเมือง ที่ซื้อเสียงจากการเลือกตั้ง จากนั้น ซื้อตัว สส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาล และเมื่อเป็นรัฐบาลก็ถอนทุน สะสมทุนไว้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็วนเวียนอยู่ในวังวนบาปนี้ ดังที่อาจเรียกกันว่าเป็น วงจรอุบาทว์ทางการเมือง โดยประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังทุกข์ยาก  ประเทศชาติก็ไม่เจริญก้าวหน้าตามศักยภาพที่มีอยู่ ดังนั้น คนไทยทุกภาคส่วนหากเห็นภัยจาก การเมืองทุจริต ใกล้ถึงตัว เราควรต้องช่วยกันสร้าง การเมืองสุจริต ให้เกิดขึ้นจริง แม้จะยาก ก็ต้องเริ่ม   

ประการสำคัญ ต้องตรวจสอบนโยบายว่ามีพรรคการเมืองใดมีนโยบายในการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจังหรือไม่ เมื่อผลักดันจนเกิดกระแสการเมืองสุจริตได้เมื่อใด เมื่อนั้นประเทศไทยจึงจะพ้นภัยพิบัติจาก การเมืองทุจริต เข้าสู่ยุคบ้านเมืองศิวิไลซ์ แต่ถ้านั่งอมทุกข์อยู่ ก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะถึงยุคบ้านเมืองศิวิไลซ์เมื่อไหร่ ไม่เริ่ม ก็ไม่เกิด เมื่อเริ่ม ก็จะรู้ว่า มีพลังเริ่มต้นแค่ไหน มีปัญหา อุปสรรค ที่จะต้องแก้อย่างไรในสมัยต่อไป

หากเห็นว่าอำนาจมาแล้วก็ไป โปรดหันหลังกลับ เรามาร่วมกันสร้างบ้านเมืองไปสู่ยุคศิวิไลซ์ ร่วมกันนะครับ หากบทความนี้กระทบใครบ้าง ต้องขออภัย เพราะผมก็รักมหาดไทยบ้านเก่าของผมซึ่งอยู่มาถึง 27 ปี เปรียบเสมือน บ้านเคยอยู่ อู่เคยนอน ย่อมห่วงใยเป็นธรรมดาที่สำคัญ ต้องการให้กำลังใจน้อง ๆ รุ่นหลัง ๆ อย่าเพิ่งท้อถอย หมดกำลังใจที่ถูกข้ามหัว ข้ามหู อดทน ๆ ๆ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง 

ผมหวังว่าเมื่อการเมืองสุจริตไม่ใช่ใช้เงินเทาเป็นใหญ่เช่นทุกวันนี้ จะมีคนดี มีความรู้ ความสามารถอาสาเข้ามาทำงานให้บ้านเมือง ทุกภาคส่วนต้องพยายามช่วยกัน ร่วมกันสร้างการเมืองสุจริตหวังว่าชาวบ้านที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ความทุกข์ยากมาชั่วนาตาปี จะไม่สนับสนุน การเมืองทุจริต อีกต่อไป เมื่อนั้นแหละ บ้านเมืองจะเจริญ ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้จนนำไปสู่ยุคบ้านเมืองศิวิไลซ์ จากลูกหม้อมหาดไทยคนหนึ่ง”