น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ที่ประเทศเทศต่างๆ เริ่มกดดันและมีมาตรการจริงจังในการปราบกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนความจริงที่เริ่มเห็นชัดว่า นี่คือปัญหาระดับสากล แต่กลับยังไม่เห็นความพยายามของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในประสิทธิภาพ และความจริงใจในการจัดการปัญหา เมื่อเทียบกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้
น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวอีกว่า ในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เน้นให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามบัญชีม้าอย่างจริงจัง จนมีสถิติที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการระงับบัญชีม้าต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 67 จำนวนรวมกว่า 1,660,000 กว่าบัญชี (ปปง. 630,537 บัญชี ธนาคารระงับ 581,637 บัญชี และ ศูนย์ AOC ระงับ 455,241 บัญชี) ต่อมาในช่วง 3 เดือนแรกของปี 68 มีการระงับบัญชีม้าถึง 135,279 บัญชี ซึ่งต้นปีนั้นยังไม่รวมกับบัญชีที่ถูกระงับโดยสำนักงาน ปปง. และธนาคารพาณิชย์ ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนความตั้งใจจริงของรัฐบาลในขณะนั้น
น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า แต่ในทางกลับกัน เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่พรรคประชาชนร่วมค้ำยัน กลับยังไม่เห็นมาตรการเชิงรุก หรือแนวทางที่ชัดเจนในการจัดการปัญหานี้ ทั้งๆ ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้นำทั่วโลก อย่างเกากลีใต้ สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ กำลังส่งสัญญาณชัดให้เร่งปราบปรามเครือข่าย และธุรกิจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา ขณะเดียวกันฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย และแม้แต่ฝ่ายค้ำรัฐบาลอย่างพรรคประชาชน ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสด้วย เพราะไม่เพียงกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของคนไทยจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์
“รัฐบาลชุดนี้พูดอยู่เสมอว่าจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับล่าช้า ทั้งที่นายอนุทินพูดชัดเจนว่า จะทำงานไม่มีวันหยุด หรือจะรอให้เกิดความเสียหายซ้ำอีกกี่ครั้งถึงจะเริ่มขยับ และควรใช้โอกาสนี้ที่ทั่วโลกกดดันกัมพูชาให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการปราบปราบอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง เพราะประชาชนคาดหวังการทำงาน ไม่ใช่แค่พิธีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประชุม นี่คือโอกาสที่รัฐบาลจะพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นแค่รัฐบาลอุ้มบุญ หวังผลทางการเมือง เกียร์ว่างแล้วปูทางสู่การเลือกตั้ง แต่เป็นรัฐบาลที่มีจิตสำนึก และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติจริงๆ” น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าว



