เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติ “บ้านนรสิงห์” ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ “ทำเนียบรัฐบาล” เป็นบ้านที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานแก่เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวง เฟื้อ พึ่งบุญ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก และผู้บัญชาการกรมมหรสพ ภายหลังขายให้กับสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศไทย 

ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2484 เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้าน ได้มีหนังสือถึง นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอขายบ้านแก่รัฐบาล ในราคา 2,000,000 บาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะ และเสียค่าบำรุงรักษาสูง แต่กระทรวงการคลังปฏิเสธ

ล่วงมาถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เห็นควรให้รัฐบาลไทยซื้อบ้านนรสิงห์ไว้ เพื่อเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุดได้ตกลงซื้อขายกันในราคา 1,000,000 บาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ พลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม) ได้อนุมัติภายใต้พระบรมราชานุญาต ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แก่เจ้าพระยารามราฆพ แล้วมอบกรรมสิทธิ์บ้านนรสิงห์เป็นของสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำการย้ายทำเนียบรัฐบาล จากวังสวนกุหลาบมาที่บ้านนรสิงห์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2485

รัฐบาลได้ย้ายที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีจากวังสวนกุหลาบ มาที่บ้าน 24 มิถุนายน (ปัจจุบันคือพื้นที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2485 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ทำเนียบสามัคคีชัย” และ “ทำเนียบรัฐบาล” ตามลำดับ ต่อมาในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ซื้อทำเนียบรัฐบาล จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยทำสัญญาซื้อขายกันในราคา 17,780,802.36 บาท แล้วจึงทำการโอนกรรมสิทธิ์ ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2512

โดยอาคารภายในทำเนียบรัฐบาล ชื่อไทยคู่ฟ้านี้ ตั้งขึ้นใหม่ในสมัยที่ จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี เดิมชื่อตึกไกรสร ตั้งมาจากพระนามเดิมของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ ต้นราชสกุล พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นอาคารสูงสองชั้น สถาปัตยกรรมเป็นแบบฟื้นฟูกอทิกแบบเวเนเชียน (Neo Venetain Gothic) ที่มีศิลปะของไบเซนไทน์ผสม ผนังนกเจาะช่องโค้งปลายแหลมทรงสูง ประดับลวดลายปูนปั้น บางส่วนเขียนสีแบบปูนแห้ง (Fresco Secco) มีบันไดขึ้นด้านหน้าสู่ห้องโถงกลาง โดยบนระเบียงด้านหน้าหลังคา ชั้นดาดฟ้าตึก ซึ่งเป็นจุดเด่น หากมองจากหน้าตึก เป็นแท่นประดิษฐานรูปปั้นพระพรหม 4 พระพักตร์ 4 พระกร หน้าตักกว้าง 24 นิ้ว มีกำแพงคลาสสิกบังฐานด้านหน้า อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2507

ทั้งนี้ ภายในมีห้องต่าง ๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม โดยตั้งชื่อไว้ไพเราะ ประกอบด้วย ห้องโดมทอง ตั้งอยู่ชั้นล่างของหอคอยทางทิศใต้ เป็นห้องพักแขกของนายกรัฐมนตรี, ห้องสีงาช้าง ตั้งอยู่ชั้นล่างด้านหน้าทางขวามือของห้องโดมทอง เป็นห้องรับรองแขกของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

ห้องสีม่วง ตั้งอยู่ชั้นล่างทางขวามือของตึก เป็นห้องรับรองแขกของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ห้องสีเขียว ตั้งอยู่ชั้นล่างถัดจากห้องสีม่วงทางทิศตะวันตก เป็นห้องประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และชั้นบน ประกอบด้วยห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ห้องทำงานข้าราชการการเมือง และห้องที่เคยใช้สำหรับประชุมคณะรัฐมนตรีแต่เดิม.