เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่กระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “การประชุมชี้แจงและลงนามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ประจำปี 2565” ว่า เพื่อให้แรงงานได้รับความคุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียมกระทรวงแรงงานจึงผลักดันให้มีการเข้าสู่ระบบประกันสังคม พร้อมจัดการและพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ ให้ได้รับบริการที่ดี มีการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และบริการทางการแพทย์มีระบบการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ (Governance Excellence) รวมฐานข้อมูลด้านสารสนเทศ สุขภาพ มั่งคง ยา เวชภัณฑ์ และการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 สปส. เพิ่มสิทธิประโยชน์และค่ารักษามากกว่า 22,000 ล้านบาท อนาคตแม้โควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่ยา และมาตรฐานการรักษายังพัฒนาต่อเนื่อง ดังนั้น สปส.ต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วย
นายสุชาติ กล่าวว่า ในทุกๆ ปี สปส.จะคัดเลือกสถานพยาบาลเข้าระบบ ให้การรักษาผู้ประกันตนตามมาตรฐาน ในวันนี้ ตนขอบคุณผู้แทนสถานพยาบาล ผู้แทนหน่วยงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมชี้แจงและลงนามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ประจำปี 2565 ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานพยาบาลทุกแห่งจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงานทุกคนตลอดไป
ด้าน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อชี้แจงให้สถานพยาบาลเอกชนในโครงการประกันสังคม ปี 2565 ทั้ง 89 แห่งให้รับทราบแนวทางการให้บริการแก่ผู้ประกันตนอย่างเป็นเลิศ แนวทางการให้บริการแก่ผู้ประกันตนอย่างเป็นเลิศ และรับทราบนโยบายของกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันให้บริการแก่ผู้ประกันตนมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน รวมทั้งลงนามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน ประจำปี 2565 ระหว่างสำนักงานประกันสังคมกับสถานพยาบาลเอกชน ทั้งนี้ ในปี 2565 จะมีสถานพยาบาลดูแลผู้ประกันตน 254 แห่ง แบ่งเป็นภาครัฐ 165 แห่ง ภาคเอกชน 89 แห่ง สถานพยาบาลเครือข่ายทั้งรัฐและเอกชนประมาณ 2,243 แห่ง ค่าบริการทางการแพทย์แบบเหมาจ่าย และค่าบริการทางการแพทย์นอกเหนือเหมาจ่ายเพื่อดูแลด้านการรักษาพยาบาลปี 2564 มากกว่า 52,000 ล้านบาท.



