นอกจากแจ้งความกับตำรวจฟ้องศาลโดยตรงแม้หลายคนจะมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่ต้องยอมรับหลังตั้ง“แผนกคดีซื้อขายออนไลน์” ก็ทำให้ตัวเลือกของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น “ทีมข่าวอาชญากรรม” สำรวจการใช้สิทธิของผู้บริโภค โดยเฉพาะประเด็นที่อาจสงสัย ฟ้องแล้วได้เงินคืนจริงหรือไม่!!!
นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผย กรณีผู้เสียหายฟ้องผ่านแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง แล้วเป็นคดีที่ตรวจสอบ“อีเมล”(E-mail) จำเลยได้ และผ่านการพิจารณาของศาลแล้ว“ได้เงินคืน”แน่นอน แต่วิธีการได้คืนจะแตกต่างกัน ดังนี้
-เมื่อผู้ขายสินค้าได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จะติดต่อขอคืนเงินแก่โจทก์ทันที หรือบางรายอาจมาตกลงกันในวันนัดพิจารณาโดยศาลเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ กรณีนี้จะเป็นการได้เงินคืนตั้งแต่“ก่อนพิพากษา”

สถิติคดีระหว่างม.ค.65-ต.ค.68 คดีที่ฟ้องมี 17,492 คดี ปรากฏว่ามีข้อมูลถอนฟ้อง 3,508 คดี คิดเป็น 20 % เป็นคดีที่โจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดี หรือโจทก์ได้รับเงินคืน อาจด้วยผู้ขายยอมคืนเงินทันทีเมื่อได้รับหมายเรียกจากศาลผ่านอีเมล เป็นพฤติกรรมเฉพาะคดีซื้อขายออนไลน์ที่จำเลยจะเยียวยาผู้เสียหายเร็วมาก
-กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์จะได้รับเงินคืนโดยการขอ“หมายบังคับคดี” เพื่อยึดทรัพย์และบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของจำเลย เช่นเดียวกับคดีแพ่งปกติ แต่หากคดีใดขอ“อายัดบัญชีชั่วคราว”ไว้ เมื่อคดีสิ้นสุดและจำเลยไม่ชำระหนี้ เมื่อโจทก์ขอหมายบังคับคดี แผนกคดีซื้อขายฯจะมีหนังสือแจ้งธนาคารเจ้าของบัญชีที่อายัดบัญชีไว้ ให้ส่งเงินแก่กรมบังคับคดี เพื่อนำมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โดยมีผู้เสียหายได้เงินคืนจากบัญชีจำเลย
โฆษกศาลยุติธรรม ระบุ การขออายัดบัญชีคู่กรณี สามารถทำได้ เมื่อผู้เสียหายยื่นฟ้องและยื่นคำร้องขอให้อายัดเงินในบัญชีของจำเลยชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา หากศาลพิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควร คือ ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์มีหลักฐานการโอนเงินไปบัญชีของจำเลย และหลักฐานอันควรเชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย

ศาลจะมีคำสั่งให้ธนาคารอายัดเงินในบัญชีชั่วคราวทันที แต่อายัดไว้“เท่ากับ”มูลค่าความเสียหายที่โจทก์ฟ้องไว้ และผลของคำสั่งนั้น จะมีจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
“หากบัญชีจำเลยมีเงินเพียงพอ เงินจะถูกตรึงไว้ไม่ให้ถูกถอนหรือโอนต่อไปบัญชีม้า โดยธนาคารจะแจ้งผลว่าอายัดเงินได้สำเร็จ ตัวอย่างบางคดีอายัดได้ตั้งแต่ 9,063 – 47,111.97 บาท ซึ่งต่อมาถูกส่งคืนให้ผู้เสียหาย”
“จุดแข็ง”ของกลไกนี้ คือ เงินไม่สามารถถูก“ยักย้าย” หรือ “โอนไปบัญชีอื่น” เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี โดยหลังศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ธนาคารจะส่งเงินอายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีทันที เพื่อโอนเงินให้โจทก์
“การอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษา คือ มาตรการสำคัญของแผนกคดีซื้อขายฯที่ช่วยให้ผู้เสียหายมีโอกาสได้เงินคืนจริง ๆ สูงขึ้นมาก จุดสำคัญคือการอายัดเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นคดี ไม่ต้องรอคำพิพากษาและเมื่อมีการบังคับคดี ทำให้ไม่ต้องติดตามทรัพย์ ไม่ต้องสืบเสาะทรัพย์ของจำเลย ไม่ต้องเข้ากระบวนการยึดทรัพย์อันซับซ้อน ผู้เสียหายได้รับเงินเร็วขึ้นมาก จึงเห็นได้ว่าเงินที่อายัดไว้ตั้งแต่ก่อนพิพากษาคือกลไกที่ช่วยให้ผู้เสียหายได้เงินคืนจริงหลังคดีจบ”

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเปิดแผนกคดีซื้อขายฯยังไม่อาจหาตัวเลขชัดเจนและเป็นรูปธรรมได้ว่าคดีที่เข้าสู่ระบบและจบด้วยการได้เงินคืน ไม่ว่าจะเป็นการชนะคดีและการได้เงินคืนเมื่อฟ้องแล้ว มีสถิติเท่าใดแน่ เพราะการชำระหนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายช่วงของการพิจารณาคดี และคู่ความไม่ได้แจ้งให้แผนกคดีซื้อขายฯทราบทุกคดี จึงไม่สามารถกำหนดตัวเลขส่วนนี้ได้ 100 %
แต่จากการประเมินและสุ่มสอบถามไปยังคู่ความในคดี คาดว่าผู้บริโภคที่ได้รับชำระหนี้ ตั้งแต่ปี 65 ถึง 30 ต.ค.68 มีประมาณ 63 % และอย่างที่ทราบว่าในแผนกคดีซื้อขายฯจัดให้มีการไกล่เกลี่ยออนไลน์ที่ถือว่ามีบทบาทมาก โดยศาลจะกำหนดให้คู่ความในคดี“ไกล่เกลี่ย”ก่อนจะพิจารณาคดี“ทุกคดี” คดีส่วนใหญ่ที่คู่ความสองฝ่ายยินดีเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยของแผนกคดีซื้อขายฯสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จได้ คิดเป็น 89.20 %
สำหรับระยะเวลาดำเนินคดี ปัจจุบันรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะได้รับงบประมาณในการนำมาพัฒนา ทำให้แผนกคดีซื้อขายฯสามารถพิจารณาคดีได้ทุกวัน และเพื่อให้เท่าทัน“ค่านิยม”การซื้อขายออนไลน์ แผนกคดีซื้อขายฯจึงครบทุกแพลตฟอร์มแล้ว ตามประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรื่อง การจัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง ข้อ 3
ซึ่งคดีซื้อขายออนไลน์ หมายถึง คดีผู้บริโภคที่เกิดจากการซื้อขายสินค้า หรือบริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงรวมถึง TikTok Shop , Facebook , IG , LINE , Live ขายของ , Market place ต่างประเทศ , In-game item , บริการดิจิทัล , Subscription , Digital asset ที่เข้าลักษณะ “ซื้อแล้วไม่ได้รับบริการ”

โดยผู้เสียหายในไทยสามารถฟ้องคดีซื้อขายฯกับจำเลยที่อยู่ต่างประเทศได้ เนื่องจากแผนกคดีซื้อขายฯมีอำนาจรับ คดีที่เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่ง ตามมาตรา 16 วรรคสาม และมาตรา 19/1 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทย หรือมีมูลคดีเกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ศาลแพ่งย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีซื้อขายฯได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 4 ตรีแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่การบังคับคดี เมื่อผู้ซื้อชนะคดีย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและมีอำนาจบังคับคดีกับผู้ขายเฉพาะทรัพย์ที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้
ในทางปฏิบัติหากจำเลยอยู่ต่างประเทศและไม่มีตัวแทนในไทย การบังคับคดีจะทำได้ยากมาก ปัจจุบันระบบจึงเน้นจัดการกับผู้ขายที่มีถิ่นที่อยู่หรือบัญชีธนาคารในประเทศไทยเป็นหลัก เป็นเรื่องที่ประชาชนควรทราบและระมัดระวัง
เมื่อถามอุปสรรคของแผนกคดีซื้อขายฯยอมรับพบปัญหาหลายเรื่องและเตรียมแก้ไขไว้แล้ว เช่น เรื่องระบบของศาลกับธนาคาร ยังอายัดบัญชีได้ล่าช้า แม้จะส่งหมายอายัดถึงธนาคารหลังศาลมีคำสั่งในทันที แต่ธนาคารติดปัญหาบุคคลากร ขอให้ส่งหมายอายัดทางไปรษณีย์ตอบรับ ซึ่งต้องใช้เวลา 7-10 วันทำการ แต่จากนี้จะหารือให้ส่งทางอีเมลได้
นอกจากนี้ เป็นในส่วนขั้นตอนการฟ้อง จุดยากสุด คือ การระบุอีเมลของจำเลย เพราะมิจฉาชีพมักปกปิดข้อมูล ทำให้ส่งหมายเรียกไม่ได้ จนนำไปสู่การ“จำหน่ายคดีชั่วคราว” หรือ “การขอถอนฟ้อง” เพื่อไปฟ้องเป็นคดีแบบปกติ รวมทั้งขั้นตอนบังคับคดีหลังชนะ ต้องบังคับคดีเอง ก็ประเด็นปัญหาสำคัญสำหรับคดีทุนทรัพย์น้อย เช่น หลักร้อยบาท ผู้เสียหายมักถอดใจ เพราะต้องเสียค่าธรรมเนียมตั้งเรื่องบังคับคดีขั้นต่ำ 1,500 บาท ซึ่งบางทีแพงกว่าราคาสินค้าที่พิพาทกัน ด้วยเหตุที่ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องบังคับคดีเอง และเสียค่าใช้จ่ายการยึดทรัพย์ ขณะจำเลยบางรายไม่มีทรัพย์สินในระบบ ขั้นตอนชั้นบังคับคดีมีค่าใช้จ่ายในการสืบทรัพย์และขั้นตอนค่อนข้างมาก เป็นเหตุผลที่แผนกคดีซื้อขายฯใช้มาตรการอายัดชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหานี้

“แม้ทุกคนสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่การใช้งานของแผนกอาจยังไม่สะดวกสำหรับทุกคนที่ไม่ถนัดด้านเทคโนโลยี ขั้นตอนการสมัครเข้าใช้งานการยื่นฟ้องคดี ยังมีหลายขั้นตอน เช่น ต้องสมัครใช้งานแอปพลิเคชั่น ThaID (และแอปฯ COJ connect การต้องแปลงไฟล์เอกสาร การจัดวางเมนูที่ดูยากหรือระบบล่มในบางครั้ง”
ดังนั้น อาจส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุ แต่เท่าที่สำรวจพบความพึงพอใจด้านความสะดวกอยู่ที่4.63 เต็ม 5 สะท้อนระบบออกแบบใช้งานได้ง่ายพอสมควร รวมทั้งการยื่นฟ้องเป็นการกรอกข้อมูลตามฟอร์มสำเร็จรูป ลักษณะเหมือนเป็นคำถามคำตอบ จากนั้นระบบจะช่วยร่างคำถามคำตอบของผู้ฟ้องเป็นคำฟ้องตามรูปแบบที่ต้องยื่นต่อศาล ช่วยคนที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีได้มาก
ขณะอุปสรรคทางเทคนิคที่พบบ่อย คือ การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยระบบ e-Filing มีปัญหา หากอีเมลของจำเลยที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ไม่สามารถส่งหมายเรียกได้ จะไม่มีการแจ้งเตือนการตีกลับของอีเมลจำเลย ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องของอีเมลกับสมาคมธนาคารไทย และในบางรายที่มีข้อสงสัยจะส่งแบบเอกสารธรรมดาควบคู่ไป
ขณะปัจจุบันศาลออกประกาศแผนกคดีซื้อขายฯ เรื่อง การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศในคดีซื้อขายออนไลน์ ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาการส่งหมายผ่านประกาศทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์(e-Notice) แก้ปัญหาไม่พบอีเมลจำเลย
อีกปัญหาสุดท้ายที่พบ คือ บัญชีม้า เพราะส่วนใหญ่เมื่อผู้เสียหายสั่งซื้อและชำระเงินผ่านบัญชี หากมีการผิดสัญญาก็จะฟ้องชื่อบัญชีที่ได้โอนชำระไป ซึ่งอาจเป็นบัญชีม้า ทำให้“ผู้กระทำผิดตัวจริง”ไม่ถูกฟ้อง และการบังคับคดีเกี่ยวกับบัญชีม้าเป็นเรื่องยากสำหรับโจทก์ในการสืบทรัพย์และบังคับคดีด้วย
โฆษกศาลยุติธรรม ทิ้งท้ายการพัฒนารองรับอนาคตว่า อาจปรับระบบ e-filing V.4 แก้ไขระบบให้ดียิ่งขึ้น พัฒนาการเชื่อมโยงการแจ้งหมายอายัดผ่านอีเมลไปให้ธนาคาร โดยมีเป้าหมายเมื่อศาลสั่งไปยังธนาคารที่รับคำสั่งอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้มีการอายัดทันทีใน 5-10 นาที , เพิ่มประสิทธิภาพสืบค้นอีเมลของผู้ขาย เช่น ขยายความร่วมมือกับผู้จัดการฐานข้อมูลพร้อมเพย์ หรือ ทรูมันนี่.

สถิติตั้งแต่เปิดแผนกคดีซื้อขายออนไลน์
(27 ม.ค.65-ต.ค.68)
คดีรับใหม่ 17,492 คดี
คดีเสร็จแล้ว 17,321 คดี
คดีค้าง 171 คดี
คดีเสร็จไปแล้ว 99.02 %
คดีพิพากษา 3,805 คดี
คดีทำยอม 177 คดี (ไกล่เกลี่ยสำเร็จ)
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



