เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุขเกษม นครวิลัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพงษ์ธร จันทร์สวัสดิ์ ปลัดจังหวัดกระบี่ นำกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 50 นาย เข้าตรวจค้นและจับกุมฟาร์มกัญาชาชาวอิสราเอลที่ใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน อ.เมืองกระบี่ มีนายโมเซ่ สัญชาติอิสราเอล เป็นเจ้าของบริษัทและนำตรวจค้น
ซึ่งภายในอาคารดังกล่าวมีการดัดแปลงเป็นฟาร์มปลูกกัญชาในร่มที่ควบคุมระบบน้ำ แสงสว่าง และอุณหภูมิ พร้อมมีอุปกรณ์แปรรูปกัญชาและจำหน่ายกัญชาให้มีการเสพภายในอาคารดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ยังตรวจพบการกระทำความผิดหลายประการ ได้แก่ การจำหน่ายกัญชาผ่านช่องทางออนไลน์และบริการเดลิเวอรี การจัดกิจกรรมนำนักท่องเที่ยวเข้าชมฟาร์ม (Farm Tour) การเปิดให้นักท่องเที่ยวเสพกัญชาภายในสถานประกอบการ เบื้องต้นสาธารณสุขจังหวัดได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 60 วัน

นายอังกูล ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จากการตรวจค้นพบว่าเจ้าของกิจการเป็นชาวอิสราเอล และก็มีการผลิตกัญชาที่ผิดกฎหมายในหลาย ๆ ประการ โดยเฉพาะทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ตรวจสอบค่า THC เกินร้อยละ 0.2 ซึ่งถือว่าเป็นยาเสพติด พร้อมทั้งมีการตรวจสอบพบว่าใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ผลิต/แปรรูปกัญชา แล้วส่งขายออนไลน์และเดลิเวอรี นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่เปิดให้คนเข้ามาเสพกัญชาในสถานที่แห่งนี้ด้วย ทางสาธารณสุขจังหวัดจึงได้ออกหนังสือพักใบอนุญาตเป็นระยะเวลา 60 วัน หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าจังหวัดกระบี่จะไม่ยอมให้คนต่างชาติเข้ามาใช้พื้นที่ของจังหวัดกระบี่มาประกอบกิจการ ประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทุกหน่วยงานในจังหวัดกระบี่พร้อมที่จะสร้างให้เป็นพื้นที่ให้จังหวัดกระบี่เป็นพื้นที่ปลอดภัย สร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อความสงบเรียบร้อยของพี่น้องประชาชน

หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าเป็นทุนเทาอย่างแท้จริง ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่บูรณาการจับกุมในครั้งนี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการจดทะเบียนบริษัทที่คนไทยถือหุ้น 100% จากนั้นประกอบกิจการไปสักระยะ 3-4 เดือน ก็จะเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเอาชื่อคนไทยออกและเอาชื่อชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นแทน ส่วนคนไทยที่ร่วมถือหุ้นก็มีความผิดเกี่ยวกับนอมินี และทราบว่ามีการถือหุ้นในลักษณะดังกล่าวในหลาย ๆ บริษัทด้วย ก็จะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป



