นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) แจ้งผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมาว่า ขณะนี้ธนาคารกลางเมียนมาได้ประกาศปรับเกณฑ์เปลี่ยนแปลงรายได้จากการส่งออก โดยลดสัดส่วนการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินจ๊าตในส่วนที่เป็นข้อกำหนดภาคบังคับ จากเดิม 25% เหลือ 15% ส่งผลให้สัดส่วน อัตราตลาดออนไลน์ เทียบกับอัตราทางการ ปรับลดจาก 75% ต่อ 25% เป็น 85% ต่อ 15% ซึ่งจะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารรายได้จากการส่งออกได้คล่องตัวขึ้น ลดแรงกดดันจากการต้องแลกผ่านอัตราทางการในสัดส่วนเดิม และสนับสนุนการบริหารกระแสเงินสดของภาคธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น
ที่ผ่านมาเมียนมามีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องแบกรับต้นทุนจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างอัตราทางการ และอัตราตลาดส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จริงในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 4,400.00 จ๊าตต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางกลางเมียนมา อยู่ที่ 2,100.00 จ๊าตต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น การปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนทางการครั้งนี้ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยสนับสนุนการค้าชายแดนไทย – เมียนมาในด้านต้นทุน สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นให้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการค้าไทย – เมียนมายังมีอีกหลายปัจจัยทั้งสถานการณ์การเลือกตั้งและการเมืองภายในประเทศเมียนมา มาตรการกำกับดูแลความมั่นคงชายแดนทั้งไทยและเมียนมา มาตรการทางเศรษฐกิจ อาทิ มาตรการการขอใบอนุญาตนำเข้า การห้ามนำเข้าสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะเครื่องดื่ม นมข้น สบู่ ยาสีฟัน รถยนต์ และปูนซีเมนต์ การปิดด่านชายแดนต่าง ๆ อาทิ พญาตองซู – เจดีย์สามองค์ เมียวดี – แม่สอด ล้วนส่งผลกระทบต่อการค้าไทย – เมียนมาอย่างมาก และไทยจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบรรยากาศและการยอมรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ของเมียนมาว่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งไทยอย่างไรเพื่อให้เกิดการปรับตัวได้อย่างทันท่วงที
นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องในเมียนมาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินธุรกรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น โดยกรมฯ คาดหวังว่าในระยะต่อไป เมียนมาจะทยอยปรับสัดส่วนไปสู่ 100 ต่อ 0 และให้อัตราตลาดออนไลน์มีความใกล้เคียงกับอัตราตลาดมากยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อบรรยากาศการค้าไทย – เมียนมา และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ โดย คต.จะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งข้อมูลให้ภาคเอกชนทราบทันทีเมื่อมีความชัดเจนเพิ่มเติม



