สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ว่าการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พล.ต.อ.โต เลิม ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเป็นสมัยที่สอง หรืออีก 5 ปี เมื่อวันศุกร์ (23 ม.ค.) ที่ผ่านมาซึ่งอาจทำให้คอสตาเป็นผู้นำของกลุ่มมหาอำนาจตะวันตกคนแรกที่ได้พบกับพล.ต.อ.เลิม
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเปิดเผยว่า การยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ระดับสูงสุดของเวียดนามนั้น มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว และล่าช้าไปส่วนใหญ่ เนื่องจากปัญหาเรื่องกำหนดการ
การยกระดับความสัมพันธ์ดังกล่าวจะทำให้อียูอยู่ในระดับเดียวกับจีน สหรัฐ และรัสเซีย รวมถึงประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยขยายความร่วมมือขั้นสูงของเวียดนามให้กว้างขวางยิ่งขึ้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศในการถ่วงดุลอำนาจมหาอำนาจ
???? EU & #Vietnam Domestic Advisory Groups reaffirm commitment to #sustainabletrade under the EVFTA & explore future cooperation on sustainable aquaculture, fisheries, women's empowerment & and consensus-building on ILO standards. ????????????????
— EESC External Relations (@EESC_REX) January 26, 2026
???? the statement: https://t.co/2hlmd1HGf4 pic.twitter.com/eNMBtLX38t
อย่างไรก็ดี สภายุโรปปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว เช่นเดียวกับรัฐบาลเวียดนาม ทั้งนี้ การยกระดับความสัมพันธ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นการเพิ่มความถี่ในการประชุมระดับสูง ซึ่งโดยปกติแล้วไม่มีข้อตกลงที่มีผลผูกพัน
แหล่งข่าวกล่าวว่า การยกระดับความสัมพันธ์กับอียู คาดว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมือมากขึ้นในหลายด้าน รวมถึงการวิจัย เทคโนโลยี พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ ตามร่างแถลงการณ์ร่วม ขณะที่เวียดนามมีแหล่งแร่หายาก แกลเลียม และทังสเตนจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้ อียูวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการตามข้อตกลงการค้าเสรีของเวียดนามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่งผลให้ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ มีดุลการค้าเกินดุลกับ 27 ประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ในปี 2563 โดยในปี 2567 อียูดุลการค้าขาดดุลกับรัฐบาลฮานอยที่ 42,500 ล้านยูโร (ราว 1.5 ล้านล้านบาท).
เครดิตภาพ : AFP



