สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ว่าสภาผู้แทนราษฎรนอร์เวย์มีมติเสียงข้างมากท่วมท้น 141 จาก 169 เสียง ให้คงระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งใช้ระบบรัฐสภาต่อไป โดยมีเพียง 26 เสียง ซึ่งต้องการให้ยุติรัฐสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันของนอร์เวย์
ทั้งนี้ ฝ่ายสนับสนุนมติบ่งชี้ว่า สถาบันกษัตริย์นำมาซึ่งความมั่นคงและอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง และสมาชิกในราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงทุ่มเทเพื่อนอร์เวย์เป็นอย่างดีมาตลอด นับตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชจากสวีเดน เมื่อปี 2448 ส่วนฝ่ายต่อต้านมองว่า “สิทธิพิเศษที่สืบทอดกันทางสายเลือด” ไม่สอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยของนอร์เวย์ และควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
Norway parliament supports monarchy despite scandals https://t.co/p4xf3ejJ7e
— ST Foreign Desk (@STForeignDesk) February 3, 2026
ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างชาวนอร์เวย์ 1,014 คน โดยสถาบัน “อินแฟกต์” ให้กับ “แวร์เดนส์ กัง” ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ ปรากฏว่า 61% ยังคงเห็นควรให้คงระบอบกษัตริย์ไว้ตามเดิม แต่ถือว่าลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 72%
ในทางกลับกัน ผู้ที่สนับสนุนให้เปลี่ยนนอร์เวย์เป็นระบอบสาธารณรัฐเพิ่มขึ้นถึง 10% จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 27%
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงคำถามว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารี ทรงควรได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีพระองค์ต่อไปของนอร์เวย์หรือไม่ 44% สนับสนุน และ 33% ไม่สนับสนุน ส่วนที่เหลือไม่มีความเห็น
การที่มีพระนามของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ปรากฏอยู่ในเอกสารมากกว่า 3 ล้านหน้า ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีซึ่งเป็นอาชญากรทางเพศชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมนอร์เวย์ แม้เจ้าหญิงทรงออกมาขอโทษ ต่อการติดต่อกับเอปสตีน แม้อีกฝ่ายถูกตัดสินแล้ว ว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เมื่อปี 2551
ขณะที่นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอร์ ผู้นำนอร์เวย์ กล่าวว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต “ทรงขาดวุฒิภาวะในการตัดสินพระทัย”.
เครดิตภาพ : AFP



