“ชาญกิจ ไตรรัตนานนท์” เปิดแผนยุทธศาสตร์พลิกโฉม สทบ. ปี 2569–2572 สู่ “สถาบันการเงินชุมชน” เต็มรูปแบบ มุ่งเป้า Data-Driven Organization สางหนี้เสีย-ปิดช่องโหว่ทุจริตด้วย AI และ Big Data พร้อมผนึกกำลังภาคการศึกษาปั้น “โรงเรียนธุรกิจชุมชน” เสริมแกร่ง Micro Business ทั่วประเทศ เตรียมปักธงโมเดลปฏิรูปกองทุนหมู่บ้าน ด้วยยุทธศาสตร์ “สร้างกองทุนแสนล้าน” ให้เป็น “กองทุนเชิงรุก” เพื่อ “ก้าวสู่กองทุน Venture Capital (VC) สตาร์ทอัพระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก” พร้อมสร้างระบบนิเวศโรงเรียนสอนทำธุรกิจระดับชุมชนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเตรียมผลักดัน ระเบียบการดำเนินการของกองทุนหมู่บ้านระดับสถาบันการเงินชุมชน ให้เป็นกองทุน Micro Finance เพื่อประชาชนอย่างแท้จริงที่จะเข้ามาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบและสร้างความรู้ทางการเงิน “รู้กู้รู้ออม” (Financial Literacy)

นายชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) คนใหม่ ให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ โรดแมปการบริหารงาน และชาเลนท์ใหม่ๆ ในระยะ 4 ปีข้างหน้า โดยย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปองค์กร (Organizational Transformation) เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกว่า 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและก้าวสู่การเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ได้วิเคราะห์โจทย์ใหญ่ จากความเปราะบางสู่ความมั่นคง

ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า “จากการประเมินสถานการณ์ที่ผ่านมา แม้กองทุนหมู่บ้านจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน แต่ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ 4 ประการ คือ 1) ปัญหาการบริหารจัดการกองทุนและการฟื้นฟูกองทุน 2) ระบบการตรวจสอบความโปร่งใส 3) การขาดทักษะด้านดิจิทัลและผู้นำรุ่นใหม่ที่จะมารับไม้ต่อ 4.ปัญหาการเบิกจ่ายและอนุมัติโครงการที่ยังค้างอยู่ เช่น โครงการ SML จึงนำเสนอวิสัยทัศน์ “ยกระดับกองทุนหมู่บ้านสู่สถาบันการเงินชุมชนที่โปร่งใส เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้” หลังเข้ารับตำแหน่ง โดยมีแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ผ่าน 4 เสาหลักยุทธศาสตร์ แบบทำทันที ได้แก่
- พัฒนากองทุนฯ ซึ่งปัจจุบันมีขนาดใหญ่หลายแสนล้านบาทให้เป็นสถาบันการเงินของชุมชน และ กองทุนสตาร์ทอัพรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผ่านการเปลี่ยนแปลงโดยเน้น Digital Transformation ติดปีกเทคโนโลยี หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยน สทบ. ให้เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยจะเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในยุคดิจิตอล
- Village Fund Business School (VBS) ปั้นผู้ประกอบการชุมชน 4.0 ยกระดับจากกองทุนเงินกู้สู่ “หน่วยสนับสนุนธุรกิจชุมชน” (Business Support Unit) ผ่านโครงการโรงเรียนธุรกิจชุมชน เพื่อติดอาวุธทักษะที่จำเป็นในยุคใหม่ อาทิ การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing), การบริหารจัดการ Supply Chain และการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน
- Synergy เชื่อมโยงพันธมิตร สทบ. จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” (Connector) ระหว่างชุมชน ภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น ด้านการตลาด ด้านวิจัยพัฒนา เป็นต้น
- Next Gen Leadership แก้โจทย์สังคมสูงวัยในชุมชน สร้าง Ecosystem เพื่อดึงคนรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นฐานผ่านการตั้งกองทุนและโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่สู่การเป็นสมาชิก การเป็นกรรมการบริหารกองทุน รวมถึงการเป็นเจ้าหน้าที่ของ สทบ. เองเพื่อถ่ายโอนความรู้จากรุ่นสู่รุ่น (Mentor-Mentee) และสร้างโมเดลหมู่บ้านต้นแบบ Next Gen Pilot Villages ค้นหาและสร้าง “สตาร์ทอัพ” หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในทุกอำเภอ เป็นต้น

ทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติในยุคนี้ คือ ลดความเหลื่อมล้ำผ่านการพึ่งพาตนเอง โดย ยุทธศาสตร์ 4 ปีนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบ แต่คือการสร้างคน สร้างสถาบันที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ที่มีความโปร่งใสในระดับสากล และมีขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านเป็นรากฐานที่มั่นคงของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” นายชาญกิจ กล่าวย้ำ



