นายทิวัตถ์ นิตย์โชติ ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์ Estée Lauder (เอสเต ลอเดอร์) แบรนด์ความงามระดับโลก เปิดเผยว่า จากข้อมูลของ Beaute Researchมูลค่ายอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เมคอัพ ในกลุ่มเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ ปี 2568 ระบุว่า ตลาดรองพื้นในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเซกเมนต์พรีเมียมที่มีอัตราการเติบโตขยายตัว 1.7% สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์มากยิ่งขึ้น
การเติบโตของตลาดได้รับแรงหนุนจากการเปิดรับการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้บริโภคไทย ควบคู่กับการเข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฐานผู้ใช้งานออนไลน์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้รองพื้นยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของตลาดเมคอัพที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ในเชิงเทรนด์ผู้บริโภคตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการงานผิวดูเป็นธรรมชาติ ประสิทธิภาพในการกันเหงื่อและกันแดด รวมถึงความเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในทิศทางการพัฒนาฟีเจอร์ของรองพื้นในตลาดปัจจุบัน และกลายเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันของแบรนด์ช่วงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

เอสเต ลอเดอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรองพื้น Double Wear นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 1997และถูกพิสูจน์คุณค่ามายาวนานกว่า 30 ปี เป็นรองพื้นที่ผู้ใช้ทั่วโลกมั่นใจสูงสุด และเป็นผลิตภัณฑ์รองพื้นอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้เอสเต ลอเดอร์ มีการปรับสูตรใหม่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม “Double Wear Stay-in-Place Makeup SPF10/PA++” ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญยาวนานกว่า 7 ปี ผ่านการพัฒนาสูตรมากกว่า 300สูตร วิเคราะห์โทนสีผิวกว่า 7,000 เฉด และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้จริงมากกว่า 3,000 คน จนเกิดเป็นแนวคิด “Made For You, Made For More” สูตรรองพื้นที่ยังคง DNA ที่ผู้ใช้หลงรัก
ส่วนด้านราคา เอสเต ลอเดอร์ วางตำแหน่งไว้ในกลุ่ม Premium Segment เน้นการแข่งขันด้วยคุณภาพ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นเจาะตลาด Mass และ Mid-Range Segment เพิ่มมากขึ้น พร้อมขยายฐานผู้บริโภคและกระตุ้นการทดลองใช้สินค้าจริงผ่านการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์และช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือ โดยขับเคลื่อนด้วยราคาและความคุ้มค่าจากการใช้งานจริง ที่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการก้าวเชิงกลยุทธ์สำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมโยง แบรนด์-คู่ค้า-ผู้บริโภค เข้าไว้ด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง กับ “Double Wear” สูตรใหม่ 4 More ที่โดดเด่นมากกว่าเดิม
- MORE BUILDABLE เพิ่มระดับการปกปิดได้ง่ายขึ้น มอบสัมผัสที่บางเบาดุจผิวจริง ช่วยปรับสีผิวให้แลดูสม่ำเสมอมากขึ้น
- MORE LONG-WEARING ด้วยเม็ดสี Color-True ที่ทรงพลังติดทนนาน 36 ชั่วโมง* ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Polymer Mesh Matrix ใหม่
- MORE YOUR SHADE เฉดสีที่ครอบคลุมทุกโทนสีผิวมากยิ่งขึ้น กว่า 20 เฉดสี ใน 3 อันเดอร์โทน ด้วยไมโครพิกเมนต์ที่มีสีสันสดชัดและมอบผลลัพธ์ที่แลดูมีมิติกว่าที่เคย
- MORE SKIN-BALANCING ช่วยปรับสมดุลผิวได้ดียิ่งขึ้น ควบคุมความมันได้ยาวนาน 36 ชั่วโมง1 พร้อมมอบความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนาน 72 ชั่วโมง2 ลดผิวมันลงในเพียง 4 สัปดาห์3

การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของเอสเต ลอเดอร์ ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omnichannel เชื่อมโยงช่องทางออนไลน์เข้ากับออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่กล้าตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทางแบรนด์จึงปรับกลยุทธ์เน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่ไปกับออฟไลน์ ที่เน้นสร้างประสบการณ์จริงผ่านการทดลองสินค้า พร้อมรับบริการ Touch Up และคำแนะนำจาก Beauty Advisor ประจำหน้าร้าน
ทั้งนี้ แบรนด์ยังได้ผนึกกำลังกับ 5 คู่ค้าพันธมิตรหลัก ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ได้แก่ CENTRAL, THE MALL, EVEANDBOY, Tiktok Shop และ LAZADA จัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้าหลากหลายรูปแบบทั้งอีเวนต์ออฟไลน์ และ Key Moments ออนไลน์ ควบคู่กับการใช้เครื่องมือ CRMเชิญลูกค้าปัจจุบันเข้าร่วมทดลองผลิตภัณฑ์และบริการหน้าร้าน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นและต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
นอกจากนี้เอสเต ลอเดอร์ ยังมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการผลักดันฮีโร่โปรดักส์ อย่าง Double Wear และ Advanced Night Repair ควบคู่กับการมอบประสบการณ์ความงามด้วยของสมนาคุณแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อตอกย้ำความคุ้มค่าในกลุ่มพรีเมียม พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและความสอดคล้องของแบรนด์ มากกว่าการลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงต่อแบรนด์ในระยะยาว



