เมื่อที่วัน10 ก.พ. นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง(สจส.) กทม. เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นการลงทุนโครงการ (Market Sounding) โครงการศึกษาและวิเคราะห์ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 (ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน) ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประชาชน เข้าร่วม ณ โรงแรมควีนแลนด์ โฮเทล บางกอก แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี

นายสิทธิพร กล่าวว่า การประชุมสัมมนา
จัดขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลสาระสำคัญของโครงการ รูปแบบการร่วมลงทุน แผนการดำเนินงาน และแนวทางการสร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้ร่วมลงทุน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ นำมาพิจารณาประกอบการศึกษาและวิเคราะห์โครงการให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.)ได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร การวิเคราะห์ผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ตลอดจนรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เสร็จแล้วในปี 2559

แต่เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก กทม. จึงมีแนวคิดการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

  1. รูปแบบ PPP Net Cost โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงลงทุนก่อสร้าง ภาครัฐจะเป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา งานระบบของโครงการ ช่วงการเดินระบบและบำรุงรักษาโครงการ (O&M) ภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบการ O&M ทั้งหมดของโครงการ โดยภาครัฐให้สิทธิเอกชนเป็นผู้รับรายได้ของโครงการ โดยอาจกำหนดให้ภาคเอกชนจ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งของรายได้ให้กับภาครัฐตามข้อกำหนด
  2. รูปแบบ PPP Gross Cost โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงลงทุนก่อสร้าง ภาครัฐจะเป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา ส่วนภาคเอกชน จะก่อสร้างงานระบบ และเป็นผู้จัดหาขบวนรถไฟฟ้า
    ช่วงการเดินระบบและบำรุงรักษาโครงการ (O&M) ภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบการ O&M ทั้งหมดของโครงการ โดยภาครัฐเป็นเจ้าของรายได้ของโครงการ โดยภาคเอกชนจะได้รับค่าตอบแทน Availability Payment จากรัฐตามเงื่อนไขในเรื่องของคุณภาพการให้บริการ

และ3. รูปแบบ Modified Gross Cost โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงลงทุนก่อสร้าง ภาครัฐจะเป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา ส่วนภาคเอกชนจะก่อสร้างงานระบบของโครงการ เป็นผู้จัดหาขบวนรถไฟฟ้า การจัดซื้อรถไฟฟ้า ด้านระบบรถไฟฟ้า ช่วงการเดินระบบและบำรุงรักษาโครงการ (O&M) ภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบการ O&M และจัดเก็บรายได้ส่งให้ภาครัฐ โดยภาครัฐเป็นเจ้าของรายได้ของโครงการ และภาคเอกชนจะได้รับค่าตอบแทน AP และ/หรือ ผลตอบแทนพิเศษ จากรัฐเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เอกชนพัฒนาการบริการ

สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน มีจุดเริ่มต้น ที่จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS บริเวณสถานีบางหว้า โดยแนวเส้นทางจะวิ่งไปทางทิศเหนือ ตามแนวเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ ผ่านทางแยกตัดถนนบางแวก ผ่านทางแยกถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 จากนั้นจะยกระดับข้ามทางแยกถนนบรมราชชนนี และทางด่วนสายกาญจนาภิเษก และมาสิ้นสุดโครงการที่บริเวณทางลาดลงของสะพานข้ามทางรถไฟสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน ระยะทางรวมประมาณ 7.5 กม. รวมจำนวน 6 สถานี ได้แก่ สถานีบางแวก สถานีบางเชือกหนัง สถานีบางพรม สถานีอินทราวาส สถานีบรมราชชนนี และสถานีตลิ่งชัน

โดยมีการออกแบบสถานีทั้ง 6 สถานี เป็นสถานียกระดับ (Elevated Stations) ที่โครงสร้างของทางวิ่งและสถานีก่อสร้างบนเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ โดยมีทางขึ้น-ลงสถานี (Entrance) อยู่บนทางเท้า ทั้งบันได บันไดเลื่อน และลิฟต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งรายได้
จากค่าโดยสาร และรายได้เชิงพาณิชย์อื่นๆ ได้แก่ การเช่าพื้นที่สื่อโฆษณา ร้านค้าในรูปแบบห้องเช่า พื้นที่ติดตั้งตู้ขายของอัตโนมัติ พื้นที่เปิดโล่งสำหรับจัดกิจกรรม เป็นต้น

จากการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 (บางหว้า-ตลิ่งชัน) พบว่าในปี 2577 หลังจากเปิดให้ใช้บริการ จะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 73,000 คน/วัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยตามแผนการดำเนินงานได้กำหนดจัดทำรายงานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอมติอนุมัติโครงการ ในปี 2571 โดยในปี 2571 -2572 จะจัดทำรายงานเอกสารขอเสนอราคา (RFP) และดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน

ส่วนการดำเนินงานก่อสร้างโครงการจะดำเนินการระหว่าง ปี 2572 – 2577 โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2577

อย่างไรก็ตามสจส.จะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็น นำไปปรับปรุงให้ผลการศึกษามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้รูปแบบปัจจัยความเป็นไปได้ เงื่อนไข สิทธิประโยชน์ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจในการลงทุน สามารถปฏิบัติได้จริง และเป็นรูปธรรม โดยภาครัฐได้ผลประโยชน์ที่เหมาะสมคุ้มค่ามากที่สุด.