นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้เกิดปัญหาด้านการนับคะแนนการเลือกตั้งว่า  หากรัฐบาลจัดตั้งไม่ทันตามกรอบเดิม เช่น เลื่อนไปหลังเดือนมิถุนายน จะส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะจะเท่ากับว่าไม่สามารถใช้งบประมาณปี 2569 ไม่ได้เต็มที่ ซึ่งงบประมาณทั้งปีอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านบาท หากใช้ได้เพียง 70% เท่ากับว่าเงินหายไปถึง 1 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้หายไปจากระบบเศรษฐกิจโดยตรง และย่อมกระทบต่อการเติบโตของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายจีดีพีที่อยากให้ถึง 3% ก็จะทำได้ยาก หากงบประมาณไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามแผน โดยศักยภาพพื้นฐาน ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ประเทศไทยควรเติบโตได้ราว 2% กว่า จากการประเมินร่วมกับเวิลด์แบงก์ แต่ที่ตัวเลขลดลงมาเหลือประมาณ 1.6% เป็นการประเมินบนสมมุติฐานพื้นฐาน ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หากมีนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นเข้ามา ตัวเลขก็มีโอกาสปรับดีขึ้น

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามกติกา ไม่ใช่การนำเงินไปอยู่ในกระเป๋าใคร แต่ต้องเป็นเงินที่หมุนในระบบจริง ข้อเสนอที่ทำได้ทันทีคือเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ เพราะกลไกของรัฐต้องเป็นเครื่องมือหลักในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน เงินฝึกอบรม หรืองบประจำต่าง ๆ ควรเร่งจ่ายให้เร็วที่สุด”

นายพชร กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่ว่าออกมาเป็นสีอะไร ขอให้จบเร็ว รีบเดินหน้า อย่ามัวแต่นั่งถกเถียงหรือนับคะแนนกันไปมา เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อมั่นของประเทศ หากการนับคะแนนยังไม่นิ่ง ความเชื่อมั่นก็ไม่เกิด หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ปัญหาจะยิ่งมากขึ้น เพราะหลายเรื่องไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรง ดังนั้น การใช้จ่ายของภาครัฐทุกช่องทางที่สามารถทำได้ ควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด  และต้องมีรัฐบาลใหม่รีบเข้ามาทำงานโดยเร็วที่สุด

ในแง่ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ อาจมีผลบ้าง แต่ในภาพรวมผลกระทบถูกจำกัดไว้แล้ว เนื่องจากกรอบงบประมาณกำหนดให้ขาดดุลน้อยกว่าปีก่อน ซึ่งถือเป็นข้อดีในเชิงนโยบาย แม้ในอีกด้านหนึ่งจะหมายถึงเม็ดเงินในระบบที่ลดลง หากใช้นโยบายเกินตัวและไม่สามารถจัดเก็บภาษีมาชดเชยได้ จะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม ดังนั้น นโยบายต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม

นายพชร กล่าวต่อว่า อีกประเด็นสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยปีที่ผ่านมา ไทยตกอันดับความสามารถทางดิจิทัลจากอันดับ 37 มาอยู่ที่ 38 และตามหลังมาเลเซีย 4 อันดับ ในการจัดอันดับ World Digital Competitiveness Ranking (WDCR) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังเชื่อมโยงกับการประเมินเครดิตเรตติ้งในระดับสากลด้วย สำหรับเป้าหมายในปีนี้ของกระทรวงดีอี คือ อย่างน้อยต้องไม่ให้อันดับถอยลง และต้องขยับเข้าใกล้มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันอยู่อันดับราว 32–33 จากที่ไทยอยู่ที่ 38 โดยอันดับต้องไม่ลดลงจากเดิม.