สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า มีแผนออกคำสั่งฝ่ายบริหารภายในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อให้กฎหมายการเลือกตั้งฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ หากสภาคองเกรสไม่รับรองกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ต้องใช้บัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายในการลงคะแนนเสียง รวมถึงการปฏิรูปอีกมากมาย


ทรัมป์กล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการใช้บัตรประจำตัวที่มีรูปถ่าย สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม ในวันที่ 3 พ.ย. นี้ ไม่ว่าจะผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสหรือไม่ก็ตาม


ปัจจุบัน แม้ในหลายเขตอำนาจศาลของสหรัฐ จะกำหนดให้ต้องมีบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายเพื่อลงคะแนนเสียง แต่ไม่ใช่ทุกแห่งที่ทำเช่นนั้น ซึ่งทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนโต้แย้ง แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน ว่าพื้นที่เหล่านั้นปล่อยให้เกิด “การทุจริตการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ”


ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปการเลือกตั้งที่มีชื่อว่า “เซฟ อเมริกา” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า วุฒิสภาจะไม่สามารถรับรองร่างกฎหมาย

เนื่องจากเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันนั้น “ปริ่มน้ำ” เกินกว่าจะผ่านกฎหมายได้โดยปราศจากแรงสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต


นอกเหนือจากการบังคับใช้บัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายแล้ว ร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ต้องมี “หลักฐานการเป็นพลเมือง” เพื่อลงทะเบียนเลือกตั้งด้วย

แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่า มีการทุจริตที่มีนัยสำคัญในการเลือกตั้งของสหรัฐ และมีการแสดงความกังวลว่า มาตรการนี้จะทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนไม่สามารถออกไปใช้สิทธิได้ เนื่องจากไม่มีพาสปอร์ตหรือสูติบัตรฉบับกระดาษติดตัว


อนึ่ง จากการวิเคราะห์ของศูนย์เบรนแนน พบว่ามีชาวอเมริกันมากกว่า 21 ล้านคน ที่เข้าถึงเอกสารเหล่านั้นได้ยาก ซึ่งจะทำให้ “ชาวอเมริกันทุกช่วงวัยถูกลิดรอนสิทธิ” โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวและกลุ่มชาติพันธุ์


นอกจากนี้ การผลักดันของทรัมป์ยังขัดต่อข้อกังวลด้านรัฐธรรมนูญ เนื่องจากภายใต้รัฐธรรมนูญของสหรัฐ รัฐต่าง ๆ ยังคงมีอำนาจในวงกว้างในการบริหารจัดการการเลือกตั้งของตนเอง จึงยังไม่ชัดเจนว่า ทรัมป์จะใช้วิธีทางกฎหมายใดในการบังคับใช้คำสั่งระดับชาติในเรื่องนี้


ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามใดก็ตามในลักษณะนี้ มีแนวโน้มว่าจะถูกฟ้องร้องคัดค้านทางกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES