สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ว่ากระทรวงพลังงานและกระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ร่วมกัน เกี่ยวกับการทดลองขนส่งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ด้วยเครื่องบินขนส่งของกองทัพ จากรัฐแคลิฟอร์เนียไปยังรัฐยูทาห์ เพื่อสาธิตขีดความสามารถในการติดตั้งพลังงานนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว ทั้งในเชิงทหารและพลเรือน


ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการดำเนินการร่วมกับบริษัท “วาลาร์ อะตอมิก” จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ในการขนส่งเตาปฏิกรณ์รุ่น “วาร์ด” ด้วยเครื่องบินลำเลียงซี-17 ซึ่งไม่มีการบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ไปยังฐานทัพอากาศฮิลล์ในรัฐยูทาห์


ทั้งนี้ นายคริส ไรธ์ รมว.พลังงานสหรัฐ และนายไมเคิล ดัฟฟีย์ ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายจัดซื้อและบำรุงรักษา ร่วมเดินทางไปกับเที่ยวบินดังกล่าวด้วย ซึ่งทั้งสองคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน ว่าปฏิบัติการครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของพลังงานนิวเคลียร์และโลจิสติกส์ทางทหารของสหรัฐ


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร 4 ฉบับ เพื่อเร่งการติดตั้งนิวเคลียร์ภายในประเทศ ด้วยเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งในด้านความมั่นคงแห่งชาติและการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)


สำหรับแผนการในอนาคต ไรธ์กล่าวว่า ตั้งเป้าให้เตาปฏิกรณ์ไมโครนิวเคลียร์ 3 แห่งเข้าสู่สภาวะ “วิกฤติ” หรือจุดที่ปฏิกิริยานิวเคลียร์สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ภายในวันที่ 4 ก.ค. นี้ ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐ


อย่างไรก็ดี ความเห็นของสังคมอเมริกันในเรื่องนี้ยังแตกต่างกันออกไป ฝ่ายสนับสนุนมองว่า ไมโครนิวเคลียร์สามารถส่งไปยังพื้นที่ห่างไกลได้ง่าย เป็นทางเลือกที่ดีกว่าเครื่องปั่นไฟดีเซล ซึ่งต้องส่งเชื้อเพลิงบ่อยครั้ง โดยเตาปฏิกรณ์ของ วาลาร์ มีขนาดใหญ่กว่ารถมินิแวนเพียงเล็กน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 5 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับ 5,000 ครัวเรือน


อย่างไรก็ตาม นายเอ็ดวิน ไลแมน จากสหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใย (ยูซีเอส) หนึ่งในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทางวิชาการในสหรัฐ โต้แย้งว่าธุรกิจดังกล่าว ยังไม่มีความคุ้มทุน เพราะค่าไฟฟ้าจากไมโครนิวเคลียร์จะสูงกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือพลังงานหมุนเวียนมาก รวมถึงประเด็นเรื่องกากกัมมันตรังสี ซึ่งยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน.

เครดิตภาพ : REUTERS