เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร 100 ปี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีเสวนา “ช้างตายทั้งตัว อย่าเอาใบบัวมาปิด” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญและนักสิทธิสัตว์ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการคุ้มครองสัตว์ป่าในประเทศไทย ประกอบด้วย นายธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน พัทยา นายโรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย และน.ส.นารากร ติยายน พิธีกรชื่อดัง และนักรณรงค์สิทธิสัตว์ ขณะที่นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดเวทีเสวนาฯ ตอนหนึ่ง ว่า หลายคนอาจมองว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีนี้สืบเนื่องจากความเศร้าสลดในกรณีของสีดอหูพับ แต่ที่จริงแล้ว ช่วงที่เราหาเสียงในหลายจังหวัด ก็พบปัญหาระหว่างช้างป่ากับชุมชนในหลายจังหวัด ซึ่งถ้าไม่มีการมาตกผลึกถึงวิธีจัดการกับเรื่องนี้ ย่อมมีโอกาสเกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวได้ตลอดเวลา ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะรับฟัง และนำไปใช้ในการทำงานของเราต่อไปอย่างน้อยที่สุดก็ในสภา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย หรือเรื่องในแง่ของการตรวจสอบ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะทำเรื่องนี้ จึงขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่จะสละเวลามาให้ความเห็นให้มุมมองให้ความรู้กับเราในวันนี้

จากนั้น นายธีรภัทร ตรังปราการ อดีตนายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย กล่าวสะท้อนปัญหาหน้างานจากการจัดการช้างในพื้นที่ขัดแย้งโดยเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานการจัดการช้าง ที่ต้องใช้หลักวิชาการมากกว่าอารมณ์ความรู้สึก พร้อมชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนย้ายช้างป่ามีต้นทุนและความเสี่ยงสูง หากไม่มีแผนรองรับที่ดีหรือพื้นที่ปลายทางที่เหมาะสม จะกลายเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งเพื่อไปสร้างอีกปัญหาหนึ่ง
ด้าน น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวสะท้อนมุมมองด้านสุขภาพและสวัสดิภาพทางกายภาพของสัตว์โดยให้ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับความบอบช้ำของสัตว์ป่าเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะตึงเครียด จากการถูกกักขังหรือเคลื่อนย้ายผิดวิธี พร้อมสนับสนุนให้มีระเบียบปฏิบัติมาตรฐานที่ชัดเจนในทางสัตวแพทย์สำหรับการดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือต้องถูกกักกัน

ขณะที่ น.ส.นารากร ติยายน นักรณรงค์สิทธิสัตว์ กล่าวถึงพลังทางสังคมและการสื่อสารที่โปร่งใส เพื่อสะท้อนเสียงของภาคประชาชนที่ต้องการความจริงใจจากหน่วยงานรัฐในการเปิดเผยข้อมูล พร้อมเน้นว่าสังคมปัจจุบันตื่นตัวเรื่องสิทธิสัตว์สูงมาก ดังนั้นการทำงานของรัฐต้องตรวจสอบได้และรับฟังเสียงรอบด้าน ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อจบกระแสข่าว
ส่วนนายโรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวถึงช่องว่างทางกฎหมายและเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในปัจจุบันยังมีช่องโหว่ที่ไม่ครอบคลุมสัตว์ป่าอย่างเต็มรูปแบบ มักเน้นไปที่สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เศรษฐกิจ จึงเสนอให้มีการแก้กฎหมายเพื่อให้สัตว์ป่าได้รับความคุ้มครองในฐานะชีวิตที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการไม่ถูกทารุณกรรม ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในความดูแลของมนุษย์

ด้าน น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะนักกฎหมายที่ทำงานด้านสิทธิสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบัน พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มักถูกตีความหรือบังคับใช้ได้ชัดเจนเฉพาะกับสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์บ้าน ขณะที่สัตว์ป่ามักตกอยู่ภายใต้กฎหมายอุทยานหรือกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งเน้นเรื่องการอนุรักษ์และการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่มิติของการคุ้มครองสวัสดิภาพ กลับไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนเหมือนสัตว์เลี้ยง กรณีการเคลื่อนย้ายช้างที่นำไปสู่ความสูญเสีย มาเป็นบทเรียนทางกฎหมายว่าความประมาทหรือการจัดการที่ขาดมาตรฐานวิชาการ จนทำให้สัตว์ตาย ควรจะถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ พร้อมเสนอว่าต้องมีกฎหมายหรือระเบียบที่บังคับให้การเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าขนาดใหญ่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญและมีแผนรองรับที่รัดกุมกว่าปัจจุบัน

ทั้งนี้ วิทยากรทั้งหมดมีความเห็นร่วมกันว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับสีดอหูพับ คือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเชิงระบบ และข้อสรุปสำคัญคือการเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรในการยื่นแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพสัตว์เพื่อปิดช่องโหว่เหล่านี้
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวสรุปปิดท้ายเวทีเสวนา ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายการเมืองในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นผลสำเร็จ สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ป่าให้สำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ 1.องค์ความรู้ที่แท้จริง ปัญหานี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการแก้ไข จะใช้แค่ความรู้สึกหรือคิดไปเองไม่ได้ ซึ่งข้อมูลจากวิทยากรในวันนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแนวทางที่ถูกจุด 2.การตื่นตัวทางสังคม ต้องปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนมองสัตว์ป่าเป็นสิ่งมีชีวิต มากกว่าเป็นทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดความเคารพและการวางแนวทางดูแลที่เป็นธรรม 3.กลไกกฎหมายและมาตรการเป็นส่วนที่พรรคฯ จะเข้ามามีบทบาทโดยตรง ทั้งเรื่องนโยบาย งบประมาณ และมาตรการเร่งด่วน ส่วนข้อเสนอเรื่องการตรากฎหมายใหม่ หรือการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลนั้น ตนมองว่าต้องใช้เวลาในการศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือความไม่ชัดเจนในการตีความจนกลายเป็นปัญหาใหม่ในอนาคต
“ประเด็นเรื่องกฎหมายใหม่หรือการตั้งหน่วยงานว่าควรจะอยู่ที่ไหนอย่างไร ทั้งหลายทั้งปวงนี้ถือเป็นการบ้านสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ยินดีจะรับไปดำเนินการต่อ เพื่อให้เกิดระบบที่ดีที่สุดในการคุ้มครองชีวิตสัตว์ป่าและดูแลพี่น้องประชาชน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



