วันที่ 26 ก.พ. ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน โดยนัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นปีของการประคองตัวมากกว่าจะเป็นปีของการเติบโตแบบเร่งตัว

“วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.0% (ปรับขึ้นจากคาดเดิม 1.8%) ชะลอลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสเติบโต ไม่ได้โตเกิน 3% มา 8 ปีแล้ว

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่

  • ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
  • การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม
  • ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึง
  • ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง
  • แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด
  • ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569

ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ดังนี้ 

  • ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ไม่เต็มศักยภาพ โดยในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากราว 33.0 ล้านคนในปี 2568
  • การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ มีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว และการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI
  • ภาคส่งออก คาดว่าจะชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เต็มปี ประเมินการส่งออกไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% หลังจากเติบโตสูงเกินคาดที่ 12.7% ในปี 2568 
  • การบริโภคภาคเอกชนเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP แต่หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจช่วยพยุงการบริโภคได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
  • ข้อจำกัดทางการคลังอาจส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ในขณะที่งบกลางของรัฐบาลของปีงบฯ 2569 มีเงินคงเหลือเพียง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะจำกัดการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และการใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า และกระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 0.2% ในปี 2569 จากที่ติดลบ -0.1% ในปี 2568 โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเริ่มกลับเข้าสู่แดนบวกได้ในช่วงกลางปี 2569 แต่ยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงมาตรการบรรเทาค่า ครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคาโดยตรง

ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าตลาดคาดภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ เงินเฟ้อที่ชะลอตัว และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อ วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด