กว่าจะกลับมาใช้ชีวิตและเป็นตัวเองอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับ “พีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร” พิธีกรหนุ่มปากกล้า ที่ต้องเผชิญกับพายุข่าวฉาวและกระแสสังคมรุมถล่มจนชีวิตแทบพังพินาศ ล่าสุดเจ้าตัวกลับมาปรากฏตัวด้วยรอยยิ้มอีกครั้งในงานบวงสรวงซีรีส์แนวตั้งของ Heart Pop Studio พร้อมเปิดใจถึงวินาทีชีวิตที่มืดแปดด้านถึงขั้นเกือบจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมฆ่าตัวตาย

โดยพีเคได้เล่าถึงเหตุการณ์สุดช็อกในวันที่สภาพจิตใจย่ำแย่จนหลุดไปไกลว่า “กลับมารับงานแสดงในรอบ 25 ปีเพราะว่าสนิทกับพาร์ทเนอร์ของผู้จัดคือคุณปลื้มครับ ไปเรียนคอร์สด้วยกันมา ยิ่งคุยก็ยิ่งชอบวิชั่นของน้องเขา เขาเลยถามว่าอยากมาเล่นละครสักเรื่องไหม ผมก็บอกว่าเอาเลย ไม่ได้ทำมา 25 ปีแล้ว เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เคยเล่นคือ “ปริศนา” ถามว่าต้องเคาะสนิมไหมกับงานละคร ไม่รู้ว่าตัวเองมีเทคนิคการแสดงไหม แต่ที่ผ่านมา 25 ปีที่ไม่รับเพราะรู้สึกว่า เวลาเป็นพิธีกรเราได้เป็นตัวเองแต่ละครต้องเล่นตามบทที่เขาเขียนเราเลยไม่ชอบ ส่วนบทเรื่องนี้คือเป็นมือขวาของออกัส เป็นคนพร้อมพลีชีพให้เขา เรียกว่าองครักษ์ก็ได้”

“ละครเรื่องนี้มันใหม่มากสำหรับเมืองไทย แต่มันทำเงินได้ดีมากที่เมืองจีน เป็นละครที่ดูผ่านมือถือได้ 5-10 นาที เลื่อนดูได้เรื่อยๆ กำไรดีกว่าทำทีวีครับ  ด้านงานพิธีกรกลับมาแล้วครับ กลับมาเต็มตัวเพิ่งทำงานกับคุณอั้ม พัชราภา คุณนุ่น วรนุช และกำลังจะมีงานกับพี่แอน สิเรียม ดีใจที่ได้กลับมาจับไมค์เพราะทุกครั้ง ที่จับไมค์เรารู้สึกได้เลยว่าพระเจ้าส่งเรามาให้ยืนอยู่บนเวทีไม่ว่าจะงานไหนก็ตามทุกครั้งที่ขึ้นเวทีจะแตะบันไดบอกตัวเองว่า “เรามาแล้วนะ” มันให้พลังงานกับเรามาก”

“ช่วงที่หายไป เห็นว่ามีช่วงที่หลุดไปไกลมากต้องขอบคุณคุณแม่และขอบคุณมีเรียนมากที่ดึงผมกลับมา เพราะตอนนั้นหลุดไปไกลมาก ไม่คิดว่าจะได้กลับมาทำพิธีกรอีก ถึงแม้ความสามารถกับเรื่องส่วนตัวจะแยกกัน แต่สังคมเรามองรวมกัน ผมขอบคุณมากที่งานยังติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่ผมไม่อยู่มีโอกาสได้ดูรุ่นน้องหลายคนที่เก่งและกล้าสั่งสมประสบการณ์มากยิ่งขึ้น จะบอกว่าตอนนี้มีพิธีกรที่เราดูแล้วเรายังรู้สึกว่าอายุเท่ากับเราสมัยก่อนแต่เขาเก่ง”

พีเคเผยต่อว่า“ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าเคยคิดสั้นถึงขั้นจะกระโดดคอนโดคือเรื่องจริงครับ ถ้าไม่โดนกับตัวจะไม่รู้เลย ผมเคยยืนอยู่หน้าต่างแล้ว ได้ยินเสียงบอกว่า “โดดเถอะ มันนุ่ม” ได้ยินชัดเลย แต่พอดีลิฟต์ดังตึ๊งเปิดประตูพอดี เลยดึงสติ ได้ฟังดูอาจจะปัญญาอ่อนแต่พอมันเกิดขึ้นกับตัวเองมันค่อนข้างจะน่ากลัว ถ้าไม่มีใครดึงไว้ ถ้าไม่มีมีเรียน แม่ พี่ชาย และเพื่อนๆ มันน่ากลัวมากว่าจะไปทางไหน สภาพจิตใจตอนนี้ 150% เลยครับ ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น เริ่มรักตัวเองเป็น จากที่เมื่อก่อนรักคนอื่นมากกว่าตัวเอง ตอนนี้ผมรักตัวเอง 100% และรักมีเรียน 100% ครับ”

แสดงว่ามูฟออน100%เรื่องความรักในอดีต จุดนี้พี่จะไม่พูดถึงเรื่องในอดีต แต่พี่แค่จะพูดเพื่อเป็นกำลังใจให้คนอื่นที่ผ่านจุดนี้ไป พูดอยู่ตอนนี้คุณอาจจะไม่เข้าใจหรอก แต่คนที่อยู่จุดนี้เขาจะเข้าใจว่ามันเป็นแบบนี้จริงๆ แต่เรื่องอดีตคนรักหรือรายละเอียดอื่นๆ พี่ขอไม่แตะไม่พูดถึง ส่วนเรื่องข่าวที่ออกมา มีเรียนเขาออกมาปกป้องเพราะเขาเป็นนักธุรกิจไม่เคยมาสัมผัสในจุดนี้เขาก็เลยเหมือนมีกำแพงต่อต้านตรงนี้ง่ายๆ ที่เขาออกมาชี้แจงแทนเพราะเขารักและเขารู้ว่าพี่จะไม่พูดถึงใครในอดีตและสิ่งที่เกิดขึ้นยังไงก็ไม่พูด ตายไปก็ไม่พูด แต่เขาทนไม่ได้ที่มีคนมาว่าพี่ พี่ก็บอกว่าแล้วแต่เลยเดี๋ยวทัวร์ลง ซึ่งเขาก็ไม่ใส่ใจเพราะเขาเก่งและเป็นนักธุรกิจที่สตรองมาก เราให้อิสระเขาคือในชีวิตนี้พี่ไม่เคยไปควบคุมชีวิตใคร มีแต่จะให้กับให้เขาตลอด เราปล่อยเขาเลยเขาอยากจะทำอะไีเราปล่อยเขาเลย”

“สำหรับคนที่เข้ามาวิจารณ์เพราะมันคือสังคมของเรา ผมไม่ว่าเลย เราแค่จะต้องคิดว่าทำเราแค่จะต้องคิดว่าทำยังไงให้ไปต่อแค่นั้นเองถามว่าถ้าต้องเจอคนในอดีตตามงาน จะสามารถร่วมงานกันได้ไหมก็ได้ครับ ไม่มีปัญหาเลย หวังให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไปได้ดี เจอตามงานอีเวนต์ก็ทักทายสวัสดีได้ปกติครับ สำหรับคนที่ยังไม่มูฟออนจากตรงนี้ 2ปีแล้วครับ เลิกได้แล้วครับ เจอกันที่งานอีเวนท์ก็ทักทายกันได้ครับ เดี๋ยวนี้พอผมขึ้นเวทีเราได้เสียงปรบมือจากคนกลับมาแล้ว ซึ่งช่วงที่แย่ เราขึ้นเวทีแล้วได้ยินเสียงเหมือนคนตบยุง พอได้ยินเสียงแบบนั้นก็คิดในใจว่ายุงเยอะไหมที่นี่(หัวเราะ) ซึ่งตอนนี้ผมกลับมาได้แล้ว ขอบคุณมีเรียนที่เรียนสติ ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นงานในไทยและต่างประเทศ”

“ ความสัมพันธ์กับมีเรียนถามว่าจะแต่งงานมั้ย อยากให้ใจเย็นก่อน ทุกวันนี้ผมดูแลเขาดีมาก เราทำตัวเหมือนครอบครัวแต่แค่ไม่ได้เซ็นจดทะเบียน ขอเป็นอย่างนี้ไปก่อน ตราบใดที่เขาและลูกสาวเขาน่ารักกับผม เราก็จะอยู่กันไปแบบนี้ ผมขอบคุณเขาในทุกวัน”