สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ว่าในคดีล่าสุด พนักงานสอบสวนกล่าวว่า พวกเขาตัดสินใจดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม แทนการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บทางร่างกาย กับผู้ต้องสงสัยหญิงที่ถูกกล่าวหาว่า ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องในเขตคังบุกของกรุงโซล หลังจากการตรวจสอบบันทึกการสนทนาของเธอกับแชตจีพีที
ตำรวจระบุว่า ก่อนก่อเหตุ ผู้ต้องสงสัยได้ถามแชตจีพีทีว่า “คนจะตายไหมถ้ารับประทานยานอนหลับพร้อมแอลกอฮอล์?” ซึ่งพนักงานสอบสวนมองว่า เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเจตนาในการก่ออาชญากรรม
แนวทางการสืบสวนแบบนี้กำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ทำให้มีการตรวจสอบบันทึกการสนทนากับเอไอมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ทนายความคนหนึ่งเปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาต้องขอตรวจสอบบทสนทนากับเอไอของลูกความเมื่อรับคดี
Korea’s major television broadcasters have filed a lawsuit against ChatGPT developer OpenAI, alleging that their news content was used without authorization to train the company's generative AI service.https://t.co/sWDfvu0UCl
— The Korea JoongAng Daily (@JoongAngDaily) February 23, 2026
ดร.จอง ดู-วอน ศาสตราจารย์ด้านนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยซองกยุนกวัน และผู้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ อธิบายว่า เอไออาจมีคุณค่าทางหลักฐานที่แข็งแกร่งกว่า เนื่องจากเป็นข้อความที่ถูกเขียนเป็นประโยคเต็ม ซึ่งรักษาเจตนาที่แท้จริงของผู้ใช้ ไม่เหมือนกับเสิร์ชเอนจิ้นอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน การสนทนากับเอไอมักมีข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนมาก จึงทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความเหมาะสม และขอบเขตที่อนุญาตของการเก็บรวบรวมหลักฐานดิจิทัล
ด้านดร.คิม มยองจู หัวหน้าสถาบันความปลอดภัยเอไอ เตือนว่า การใช้บทสนทนาเอไอในการสืบสวนที่กว้างเกินไป อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านสิทธิมนุษยชนในอนาคต.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



