สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่านายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) กล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประณามระบบสังคมที่ปิดปากผู้หญิงและเด็กหญิง ซึ่งอนุญาตให้ผู้ชายที่มีอำนาจ ล่วงละเมิดพวกเธอได้อย่างไม่ต้องรับโทษ
เติร์กเน้นย้ำถึงสถานการณ์ที่รุนแรงในอัฟกานิสถาน และเตือนว่า ระบบการแบ่งแยกที่บังคับใช้กับผู้หญิงนั้น ชวนให้นึกถึงการแบ่งแยกสีผิว โดยอิงจากเพศมากกว่าเชื้อชาติ
⚖️ Justice is ruling against women and girls.
— UN Women (@UN_Women) February 26, 2026
When laws exist on paper but fail to work in practice, impunity prevails.
This #IWD2026, we're putting impunity on trial.
???? See the verdict: https://t.co/MlUb0ZOXbR#ForALLWomenAndGirls. pic.twitter.com/usZCFYIXVN
เติร์กยังชี้ไปที่ 2 กรณีที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้แก่ กรณีของเอปสตีนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด และกรณีของนางจีเซล เพลิคอต หญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งถูกสามี และชายแปลกหน้า 51 คน ล่วงละเมิดทางเพศมานานกว่าทศวรรษ
ข้าหลวงใหญ่กล่าวว่า การล่วงละเมิดที่น่าสยดสยองเช่นนี้ เกิดขึ้นได้จากระบบสังคมที่ปิดปากผู้หญิงและเด็กหญิง และปกป้องผู้ชายที่มีอำนาจจากการรับผิดชอบ โดยเขาย้ำว่า รัฐต้องสอบสวนอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด ปกป้องผู้รอดชีวิต และรับประกันความยุติธรรม โดยปราศจากความหวาดกลัวหรือลำเอียง
นอกจากนั้น เติร์กกังวลอย่างยิ่งต่อการโจมตีผู้หญิงในที่สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงในโลกออนไลน์ เช่นเดียวกับความรุนแรงที่แพร่หลาย ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิง จากสถิติล่าสุดในปี 2567 เพียงปีเดียว มีผู้หญิงและเด็กหญิงประมาณ 50,000 คนทั่วโลกถูกฆ่า และส่วนใหญ่เกิดจากสมาชิกในครอบครัว.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



