สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ว่า 8 ประเทศสมาชิกสำคัญของกลุ่มประเทศนอกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) หรือ “โอเปกพลัส” ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) คาซัคสถาน คูเวต อิรัก แอลจีเรีย และโอมาน ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน กล่าวว่า พวกเขาตกลงที่จะปรับการผลิตเพิ่มเป็น 206,000 บาร์เรลต่อวัน

แถลงการณ์ระบุว่า การปรับนี้จะเริ่มใช้ในเดือน เม.ย. นี้ อย่างไรก็ตาม ข้อความไม่ได้กล่าวถึงการปะทุของความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มั่นคงและพื้นฐานตลาดที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน เป็นเหตุผลของการเพิ่มการผลิต

ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า กลุ่มจะเพิ่มการผลิตขึ้นเพียง 137,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

นายจอร์จ ลีออน นักวิเคราะห์จากไรสแตด เอเนอร์จี เตือนว่า การเพิ่มปริมาณการผลิตตามที่ตกลงกันไว้นั้น อาจไม่มากพอที่จะป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งกับอิหร่านส่งผลต่อราคาน้ำมัน เมื่อตลาดเปิดทำการในวันจันทร์ (2 มี.ค.) โดยเขากล่าวถึงความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการพุ่งเป้าไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลเกือบ 1 ใน 4 ของโลก

เมื่อวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ติดต่อไปยังเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประกาศว่า ช่องแคบได้ถูกปิดแล้ว ขณะที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่านรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในช่องแคบถูกโจมตี ระหว่างพยายามแล่นผ่าน “อย่างผิดกฎหมาย” และกำลังจมลง โดยเผยแพร่ภาพเรือบรรทุกน้ำมันที่กำลังลุกไหม้กลางทะเล

ลีออนย้ำว่า หากน้ำมันไม่สามารถเคลื่อนผ่านช่องแคบได้ การเพิ่มปริมาณการผลิตอีก 206,000 บาร์เรลต่อวัน แทบจะไม่ช่วยบรรเทาปัญหาในตลาดเลย เนื่องจากความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง มีความสำคัญมากกว่าเป้าหมายการผลิตในขณะนี้.

เครดิตภาพ : AFP