วันนี้ (3 มี.ค. 2569) สำนักข่าวออสเตรเลียรายงานกระแสผลักดันให้มีการตรวจสอบกล้องตรวจจับการจราจรบนถนนที่ควบคุมด้วยระบบ “เอไอ” โดยผู้ขับขี่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ระบุว่าค่าปรับบางรายการนั้น “ไม่ยุติธรรม” และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของระบบอย่างเร่งด่วน
กระแสต่อต้านทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อบรรดาผู้ขับขี่พากันออกมาวิจารณ์ระบบหลังจากถูกปรับเงินหลายร้อยดอลลาร์และถูกตัดแต้มสะสมหลายคะแนน
หนึ่งในกรณีตัวอย่างคือ พอล เฟอร์รี คุณพ่อจากรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียซึ่งได้รับผลกระทบ เขาเล่าขณะที่เขากำลังขับรถจากย่านมินดารีไปยังแมนดูราห์ แม่วัย 85 ปีของเขาได้ดึงสายเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวชั่วคราวเพื่อหันไปคุยกับเด็กๆ ที่เบาะหลัง
กล้องเอไอระบบใหม่ของรัฐได้บันทึกภาพการกระทำดังกล่าวไว้ในวันแรกที่มีการใช้กฎตัดแต้มสองเท่าเมื่อมีการทำผิดกฎจราจร ซึ่งอยู่ในช่วงคริสต์มาสพอดี
เฟอร์รีได้รับใบสั่งปรับ 550 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 12,300 บาท) และถูกตัดแต้มถึง 8 คะแนน เขาบอกผู้สื่อข่าวว่า แม่ของเขา “เสียใจมาก” และ “ร้องไห้ไม่หยุด”
อีกตัวอย่างหนึ่งคือกรณีของ เอลลี ฟิโกมนารี เจ้าหน้าที่สนับสนุนผู้พิการ เธอได้รับใบแจ้งการกระทำผิดกฎจราจรถึง 4 ฉบับ หลังจากลูกความที่มีมีภาวะหลากหลายทางระบบประสาท (Neurodivergent หมายถึงกลุ่มคนที่มีสมองทำงาน ประมวลผล เรียนรู้ หรือมีพฤติกรรมแตกต่างจากมาตรฐานปกติของสังคม เช่น ผู้ป่วยออทิสติก) ของเธอฝ่าฝืนกฎการคาดเข็มขัดนิรภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะที่เธอกำลังขับรถ
เธอบอกสำนักข่าวเอบีซีว่า ตอนนี้มีความเสี่ยงที่เธอจะถูกยึดใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ทั้งที่มีประวัติการขับขี่ที่สะอาดสะอ้านมาตลอด 20 ปี
ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ความผิดฐานไม่รัดเข็มขัดนิรภัยขณะอยู่ในรถยนต์ที่ตรวจจับโดยกล้องถือเป็น “ความรับผิดโดยเด็ดขาด” ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่สามารถถูกลงโทษได้โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาเจตนาหรือไม่จำเป็นว่าจะรู้กฎหมายนี้มาก่อนหรือไม่
คณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางถนนของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียกล่าวว่า หน่วยงานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า ความผิดฐานไม่รัดเข็มขัดนิรภัยควรเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบจากผู้ขับขี่ไปเป็นผู้โดยสารที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแทนหรือไม่
รัฐอื่นๆ ในออสเตรเลียก็กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านในทำนองเดียวกัน ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีการเก็บเงินค่าปรับจากผู้ขับขี่ไปมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2,232 ล้านบาท) ในปี 2567-2568 โดยใช้หลักฐานภาพถ่ายจากกล้องตรวจจับการจราจรที่มีระบบเอไอสนับสนุน โดยมีการออกใบสั่งประมาณ 130,000 ฉบับสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับขี่ และมากกว่า 126,000 ฉบับสำหรับผู้ที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย
อาวินาช สิงห์ หัวหน้าทีมทนายความอาญาจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำ แอสเตอร์ลีกัล กล่าวว่า สำนักงานกฎหมายของเขาเห็นว่ามีผู้ขับขี่ที่ออกมาคัดค้านค่าปรับจากการตรวจจับของกล้องเอไอเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้อหาแอบใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่
“กล้องเอไอขึ้นชื่อเรื่องความไม่น่าเชื่อถือในการตรวจจับการใช้โทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ เพราะเทคโนโลยีมักจะจำผิดว่าวัตถุอื่นๆ คือโทรศัพท์” เขากล่าว “ตัวอย่างจากคดีล่าสุดที่เราเข้าไปดูแลให้ ได้แก่ กระเป๋าสตางค์, กล่องใส่แว่นตา และพาวเวอร์แบงก์”
สิงห์กล่าวว่า แม้หน่วยงานด้านการขนส่งจะยืนยันว่ามีมนุษย์ตรวจสอบภาพทุกภาพก่อนออกใบสั่ง แต่ผู้ขับขี่ยังคงมีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งโทษปรับที่พวกเขาเชื่อว่าไม่ถูกต้อง โดยเขาระบุว่า หากต้องการคัดค้านการตรวจจับโดยกล้องเอไอ อันดับแรก ต้องนำใบสั่งนั้นไปต่อสู้ในชั้นศาลโดยที่ยังไม่ต้องชำระค่าปรับ
ที่มา : news.com.au
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



