กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าจับตาในปี 2026 เมื่ออุตสาหกรรมบันเทิงไทยและจีน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การซื้อขายลิขสิทธิ์ละคร แต่ก้าวสู่ยุค “Co-Production” หรือการร่วมทุนสร้าง “ซีรีส์แนวตั้ง” (Vertical Short Drama) อย่างเต็มตัว อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สองมหาอำนาจคอนเทนต์นี้ต้องโคจรมาพบกัน? “เดลินิวส์” จึงอยากจะชวนทุกคนมาหาคำตอบไปด้วยกัน!

จุดเริ่มต้น: เมื่อกำแพงภาษาพังทลายด้วย “อัลกอริทึม”
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2023-2024 จุดเริ่มต้นมาจากความสำเร็จของแอปพลิเคชันซีรีส์สั้นจากจีน (เช่น ShortMax และ ReelShort) ที่นำซีรีส์จีนมาพากย์เสียงไทย ผลปรากฏว่า ไทยกลายเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตและยอดดาวน์โหลดสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ข้อมูลจาก “Real Reel” ระบุว่า ผู้ชมชาวไทยมีพฤติกรรม “ไถหน้าจอ” และต้องการคอนเทนต์ที่กระชับ สั้น และเข้าถึงอารมณ์ได้ทันที ซึ่งตรงกับ DNA ของซีรีส์จีนแนวตั้งพอดี ทำให้นายทุนจีนมองเห็นโอกาสว่า “ไทยคือประตูบานใหญ่สู่อาเซียน”

ก้าวสู่การร่วมทุน: สูตรสำเร็จจีน ผสม จริตไทย
ในช่วงปี 2025 ความร่วมมือเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง Artop Media (ผู้เชี่ยวชาญการส่งออกคอนเทนต์ไทย-จีน) และ Yipin Zhonghe เริ่มเซ็นสัญญาผลิตซีรีส์ร่วมกัน โดยจีนพบว่าแม้ซีรีส์จีนพากย์ไทยจะขายดี แต่ยังมี “กำแพงวัฒนธรรม” บางอย่างที่เข้าไม่ถึงคนท้องถิ่น จึงเกิดโมเดล “Script by China, Scene by Thailand” คือการใช้บทละครที่เข้มข้นตามสูตรสำเร็จของจีน แต่ใช้ทีมโปรดักชัน นักแสดง และสถานที่ถ่ายทำในไทย เพื่อสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและลดความแปลกแยกของเนื้อหา

พลัง Soft Power และนโยบายรัฐสนับสนุน
ปี 2025 ซึ่งเป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หน่วยงานรัฐบาลของทั้งสองประเทศเริ่มสนับสนุนอุตสาหกรรมสื่อดิจิทัลให้เป็นเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ ทำให้โปรเจกต์อย่าง “สาวไทยข้ามภพ ป่วนใจแม่ทัพ” ที่เปิดตัวต้นปี 2026 คือผลผลิตที่ชัดเจนที่สุด โดยมีการนำนักแสดงไทยและชุดไทยไปปรากฏในพล็อตย้อนยุคจีน เพื่อดึงดูดแฟนคลับจากทั้งสองสัญชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว

อนาคต: จากละครสั้น สู่ “Short Drama Marketing”
ความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องความบันเทิง แต่ในปี 2026 เราเริ่มเห็นแบรนด์สินค้าไทยและจีนเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะผู้สนับสนุน (Product Placement) ในซีรีส์แนวตั้งมากขึ้น เนื่องจากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าโฆษณาโทรทัศน์แบบเดิม


ไทยมีศิลปะการเล่าเรื่องที่ละเมียดละไม ส่วนจีนมีเทคโนโลยีและระบบการจัดการคอนเทนต์ที่รวดเร็ว เมื่อสองอย่างนี้มารวมกันในจอแนวตั้ง มันจึงกลายเป็นอาวุธใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล!



