เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องพยาบาลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย ออกมารวมตัวกันเรียกร้องหน้าโรงพยาบาลคัดค้านการปรับตารางเวรใหม่ หรือเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง เพราะกระทบทำให้ภาระงานหนักขึ้น ไร้เวลาพักผ่อน ส่งผลต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน และส่งจะผลต่อการบริการประชาชนนั้น ว่า เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมภายในของกระทรวงสาธารณสุข โดยกองการพยาบาล นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรพยาบาล แม้ที่ผ่านมาจะรับพยาบาลจบใหม่เข้ามาทำงานใหม่ แต่ส่วนหนึ่งพยาบาลก็จะลาออกไปเอกชน 

ที่ผ่านมา กองการพยาบาลนำเสนอแนวทางต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาพยาบาลไหลออก ให้มีเวลาพักเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวทางหนึ่ง คือ เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง มีการดำเนินการแล้วที่ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม และ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ โดยพบว่ามีการจัดเวร 12 ชั่วโมงในบางวอร์ด แต่ไม่มีระเบียบรองรับ โดยเฉพาะค่าตอบแทน กระทรวงจึงให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ทั้ง 2 พื้นที่หาแนวทางจัดระเบียบรองรับให้ถูกต้อง 

“รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์นั้น ทราบจาก ผอ.รพ. ว่า เกิดการสื่อสารระหว่างหัวหน้าพยาบาล และน้องพยาบาล เกิดความไม่เข้าใจกัน ซึ่งได้บอกกับทาง ผอ.รพ. แล้วว่า ทิศทางกระทรวงฯ คือ ต้องเป็นไปตามความสมัครใจ ที่ผ่านมาเวลามีการประชุมร่วมกับ ผอ.รพ. ต่างๆ เราได้กำชับเรื่องนี้เสมอ” นพ.สมฤกษ์ กล่าว

ปลัด สธ. กล่าวอีกว่า  เรื่องนี้มีข้อดีคือพักยาวขึ้น แต่ข้อเสียทำให้เหนื่อย เพราะขึ้นเวรยาว 12 ชั่วโมง หากอยู่วอร์ดทำงานหนักตลอดก็จะไม่ไหว แต่บางวอร์ดสามารถทำได้ เช่น วอร์ดปริมาณงานไม่หนักเกินไป ทั้งนี้ ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นความสมัครใจ ในส่วนของค่าตอบแทนก็จะมีการออกระเบียบให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากนับเวร 12 ชั่วโมง มีหลายส่วนกังวลว่า ค่าเวรอาจหายไปได้ ดังนั้นจึงต้องไม่ให้เสียประโยชน์ แต่จะมากกว่าเดิมหรือไม่ ต้องดูความจำเป็น

ผู้สื่อข่าวถามว่าระหว่างรอระเบียบแล้วเสร็จ รพ. ในสังกัดยังไม่สามารถจัดตารางเวร 12 ชั่วโมงหรือไม่ ปลัด สธ. กล่าวว่า ปัจจุบันมี 2 แห่งทำกันแล้ว คือ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า และ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ และไม่ได้ทำทั้ง รพ. เป็นบางวอร์ดที่พร้อม และบุคลากรเห็นด้วย ส่วนที่อื่นจะทำหรือไม่ ก็ต้องไปบริหารจัดการ หารือถามตามความสมัครใจของบุคลากรเป็นหลัก 

“เรามีการประชุมประเด็นนี้ตลอด ตั้งแต่แรก ทางกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้มีข้อสั่งการให้ ผอ.รพ. หรือ รพ. ใดไปทำ บอกแค่ว่าให้เขตสุขภาพไปศึกษาเรื่องนี้” นพ.สมฤกษ์กล่าว.