วานนี้ (15 มี.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกี่ยวกับโครงการ Leonardo da Vinci DNA Project ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อยืนยันตัวตนของโครงกระดูกที่พบในหลุมศพที่คาดว่าเป็นของเลโอนาร์โด ดา วินชี ศิลปินชาวอิตาลีคนสำคัญในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการว่าเป็นโครงกระดูกของเขาจริงหรือไม่

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ดา วินชีได้รับคำเชิญจากพระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ให้มาพำนักและทำงานในฐานะศิลปินและวิศวกรประจำราชสำนัก เขาจึงใช้ชีวิตในช่วงสามปีสุดท้ายอย่างสงบที่เมืองอ็องบวซ ประเทศฝรั่งเศส เขาเสียชีวิตที่ปราสาทโกลส์ ลูเซ แห่งอ็องบวซ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 ปัจจุบันหลุมศพของเขาตั้งอยู่ที่โบสถ์เซนต์-อูแบร์ ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตของปราสาทดังกล่าว 

เดิมที ร่างของเขาถูกฝังไว้ในโบสถ์อีกแห่งที่ชื่อว่า แซงต์-โฟลรองแต็ง แต่โบสถ์ดังกล่าวถูกทำลายไปในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ต่อมาในปีค.ศ. 1863 มีการขุดค้นพบโครงกระดูกที่เชื่อว่าเป็นของเขาในบริเวณนั้น จึงได้มีการเคลื่อนย้ายมาฝังไว้อย่างสมเกียรติในโบสถ์ปัจจุบัน จึงกลายเป็นข้อสงสัยว่า โครงกระดูกดังกล่าวเป็นของดา วินชี จริงหรือไม่

หลุมศพของดา วินชี ในเมืองอ็องบวซ

เนื่องจากทีมงานไม่สามารถย้อนเวลากลับไปถอดรหัสพันธุกรรมของ ดา วินชี ได้ จึงวางแผนที่จะเปรียบเทียบดีเอ็นเอจากกระดูกที่หลงเหลืออยู่กับข้อมูลพันธุกรรมของญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ และหากตัวอย่างพันธุกรรมที่เก็บมาสามารถเข้ากันได้กับดีเอ็นเอของโครงกระดูกปริศนา ก็เท่ากับว่าจะได้ข้อมูลโครงสร้างทางพันธุกรรมของ ดา วินชี ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

เนื่องจากศิลปินอัจฉริยะผู้นี้ไม่มีบุตร นักวิจัย อเลสซานโดร เวซโซซี และ อักเนเซ ซาบาโต จากสมาคมมรดกเลโอนาร์โด ดา วินชี จึงเริ่มจากการสืบลำดับวงศ์ตระกูลแบบดั้งเดิม โดยศึกษาผ่านสายตระกูลข้างเคียงจากบิดาและพี่ชายต่างมารดาของเขา ซึ่งช่วยให้สามารถสืบสายเลือดฝั่งบิดาย้อนกลับไปได้ถึงปี ค.ศ. 1331 และระบุตัวญาติที่มีดีเอ็นเอเพียงพอจะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง 

การให้ความสำคัญกับสายเลือดฝั่งบิดานั้นไม่ใช่แค่เพราะข้อมูลที่หาได้ง่ายกว่า เนื่องจาก ดา วินชี เป็นลูกนอกสมรสระหว่างเซอร์ ปิเอโร นิติกรผู้มั่งคั่งกับหญิงชาวนาชื่อคาเทรินา ซึ่งยากจะระบุเชื้อสาย แต่โครงการนี้เลือกใช้โครโมโซมวายในการระบุตัวผู้สืบเชื้อสายสายตรงเพศชายจำนวน 15 คน เนื่องจากโครโมโซมนี้จะถูกส่งต่อจากพ่อสู่ลูกชายโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ความร่วมมือระหว่างโครงการนี้กับนักมานุษยวิทยานิติเวช เอเลนา พิลลี นำไปสู่การทดสอบดีเอ็นเอกับผู้สืบเชื้อสาย 6 คน ซึ่งผลการวิเคราะห์เผยให้เห็นว่าส่วนของโครโมโซมวายของชายในกลุ่มนี้ที่ใช้ระบุตัวบุคคลนั้นตรงกันหมด เป็นการยืนยันความต่อเนื่องทางพันธุกรรมของตระกูลดา วินชี สายเพศชายได้อย่างน้อย 15 รุ่น 

นอกจากนี้ การวิจัยลำดับวงศ์ตระกูลในระยะแรกยังช่วยระบุสถานที่ฝังศพของญาติ ดา วินชี ได้หลายคน ซึ่งรวมถึงปู่และพี่ชายต่างมารดาของเขาด้วย โดยการขุดค้นในพื้นที่ดังกล่าวพบเศษกระดูกที่ผ่านการตรวจอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีและการวิเคราะห์จีโนมโบราณแล้วว่าเป็นเพศชาย 

หากโครโมโซมวายจากตัวอย่างนี้ตรงกับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ นักวิจัยจะไม่เพียงแต่ยืนยันความถูกต้องของบันทึกประวัติศาสตร์ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างดีเอ็นเอของ ดาว วินชี ขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปตรวจสอบกับหลักฐานที่มีอยู่ต่อไป

เป้าหมายอื่นของโครงการยังรวมถึงการทดสอบตัวอย่างที่เก็บได้จากงานศิลปะยุคเรอเนซองส์ในคอลเลกชันส่วนตัวและของรัฐ โดยทีมงานได้ทำโครงการนำร่องในการระบุวัสดุทางชีวภาพจากงานศิลปะเก่าแก่ รวมถึงการวิเคราะห์เชื้อจุลินทรีย์ที่พบบนชิ้นงานที่เป็นของดาว วินชี

ภาพเหมือนของ ดา วินชี วาดโดยตัวเขาเอง (Culture Club/Getty Images)

เมื่อนักวิจัยมีภาพรวมดีเอ็นเอของดา วินชีที่ชัดเจนขึ้น พวกเขาจะสามารถตรวจสอบลายนิ้วมือหรือเศษซากทางชีวภาพอื่นๆ บนผลงานและสิ่งของที่ระบุว่าเป็นของศิลปินผู้นี้ผ่านการวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างเข้มงวด 

นอกเหนือจากการยืนยันที่ตั้งของหลุมศพแล้ว การถอดรหัสพันธุกรรมยังช่วยให้สามารถเข้าใจศิลปินระดับโลกผู้นี้ได้ดียิ่งขึ้น โดยตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมจะสามารถให้ข้อมูลอธิบายลักษณะทางกายภาพที่เราเคยคาดเดาจากภาพวาดบุคคล เช่น สายเลือดที่เขาสืบทอดมา (มีข้อสันนิษฐานว่าแม่ของเขาอาจเป็นทาสที่มาจากตะวันออกกลาง) สีผิว สีตา หรือความเสี่ยงทางสุขภาพ แม้มันจะไม่สามารถถอดรหัสความอัจฉริยะของเขาออกมาได้ แต่คาดว่าจะช่วยเติมเต็มบริบททางชีวภาพที่มีค่าแก่ชีวิตและผลงานของเขาได้อย่างมหาศาล

ที่มา : popularmechanics.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES