เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของ รฟท. เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้นทุนหลักในการเดินรถ ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากค่าโดยสาร และค่าขนส่งสินค้ายังเท่าเดิม อย่างไรก็ตามปัจจุบัน รฟท. ใช้น้ำมันดีเซล B7 ประมาณ 8-9 ล้านลิตรต่อเดือน ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 29.94 บาทต่อลิตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 270 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีการจัดซื้อน้ำมันผ่านสัญญาโดยตรงกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติพลังงาน รฟท. คาดการณ์ว่าปี 2569 รฟท. จะมีภาระขาดทุนประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น อาจต้องทบทวนตัวเลขดังกล่าวใหม่ เพราะมีต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า แม้จะได้รับส่วนลดพิเศษจากราคาหน้าปั๊มเล็กน้อย แต่ รฟท. ก็ยังได้รับผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม รฟท. ยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งาน เวลานี้จึงไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในการเดินรถ สำหรับแนวทางการบริหารจัดการการเดินรถหลังจากนี้ รฟท. ใช้หลักการปรับแผนการเดินรถให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของผู้โดยสาร โดยอาศัยแนวทางที่เคยนำมาใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หากมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจะเพิ่มขบวนรถ หรือเพิ่มตู้โดยสารให้เพียงพอกับความต้องการ แต่หากปริมาณผู้โดยสารลดลง จะลดจำนวนตู้โดยสาร หรืองดเดินรถบางขบวน เพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน

นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางราง (ขร.) อยู่ระหว่างเตรียมประกาศค่าพิกัดค่าโดยสาร และค่าขนส่งสินค้าสูงสุด เป็นเพดานราคาสำหรับรถไฟ ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 27 มี.ค. 2569 ซึ่งก็ต้องมาพิจารณาว่า ราคาจะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ทันกับการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในเวลานี้ รฟท. จึงจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางเพิ่มรายได้จากส่วนอื่น เพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อาทิ การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีรถไฟ หรือพื้นที่ศักยภาพต่าง ๆ เพื่อนำรายได้มาช่วยชดเชยภาระค่าใช้จ่าย และภาระหนี้ขององค์กร