เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่นของออสเตรีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เดินทางถึงกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติเวียนนา ระหว่างวันที่ 16-17 มี.ค. 2569 ซึ่งจัดโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) สำหรับผู้แทนหน่วยงานของไทยที่เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานอัยการสูงสุด

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวถ้อยแถลงในการเปิดการประชุมเต็มคณะในหัวข้อ “ศูนย์สแกมเมอร์ : ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบข้ามพรมแดนของการฉ้อโกง” ตอนหนึ่งว่า ภัยคุกคามด้านความมั่นคงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความขัดแย้งระหว่างรัฐ แต่ยังมีอาชญากรรมทางไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่เติบโตเร็วที่สุด หลายๆ คนเผชิญหน้ากับภัยคุกคามเหล่านี้โดยเริ่มต้นจากบางสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น การได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือข้อความแจ้งเตือนว่าบัญชีของคุณกำลังจะถูกระงับหากไม่ดำเนินการโดยทันที ซึ่งบ่อยครั้งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคือผู้ที่ถูกล่อลวงได้ง่าย สูญเสียเงินออมทั้งชีวิตของพวกเขา เมื่อเราลองคูณประสบการณ์เช่นนี้กับจำนวนเหยื่อหลายล้านทั่วโลก เราจะเริ่มเห็นขนาดที่แท้จริงของปัญหา โดยการหลอกลวงออนไลน์ได้พัฒนาไปในระดับอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อน และขนาดของปัญหาน่าตกใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การฉ้อโกงทางไซเบอร์ได้สร้างความเสียหายที่มีมูลค่ามากถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
“ผลกระทบไปไกลว่าแค่ความสูญเสียทางการเงิน ซึ่งเบื้องหลังของดำเนินการเหล่านั้น คือการค้ามนุษย์ การบังคับให้ก่ออาชญากรรม การใช้ความรุนแรง และการทุจริตขนาดใหญ่เป็นวงกว้าง ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น หลายคนตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นทาสยุคใหม่นี่คือเหตุผลที่ทำให้การหารือวันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง” นายสีหศักดิ์ กล่าว
รมว.การต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ศูนย์หลอกลวงเจริญเติบโตได้ดี เพราะมีดำเนินการข้ามเขตอำนาจศาลหลายแห่ง แสวงประโยชน์จากช่องโหว่ของพื้นที่ดิจิทัลที่ขาดการกำกับดูแล และอาศัยช่องว่างของการประสานงานระหว่างหน่วยงานและข้ามพรมแดน ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของความท้าทายนี้ เครือข่ายดังกล่าวหยั่งรากอยู่ในพื้นที่ที่การปกครองและหลักนิติธรรมอ่อนแอ หรือแทบจะไม่มีอยู่เลย ตนไม่จำเป็นต้องระบุชื่อประเทศเหล่านั้น เพราะนี่ไม่ใช่เวทีสำหรับการกล่าวโทษหรือประณามกัน แต่ความเป็นจริงนั้นเราทุกคนทราบกันดี อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าของความพยายามและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการรื้อถอนเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่เราต้องการเหนือสิ่งอื่นใด คือเจตจำนงทางการเมือง และความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะตระหนักถึงขนาดของภัยคุกคาม ให้ความสำคัญกับการดำเนินการกับเครือข่ายหลอกลวง และเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าใจความท้าทายนี้เป็นอย่างดี เพราะเราเผชิญกับผลกระทบโดยตรง ประเทศของเรากลายเป็นจุดผ่านทางสำหรับเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกนำไปทำงานที่ศูนย์หลอกลวงในประเทศเพื่อนบ้าน และยังเป็นที่หลบภัยสำหรับผู้ที่สามารถหลบหนีออกมาได้ นับตั้งแต่เดือนก.พ.2568 ประเทศไทยได้ช่วยส่งตัวเหยื่อกลับประเทศแล้วมากกว่า 13,200 คน จากกว่า 40 ประเทศ และความพยายามนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ไทยได้ประกาศให้การต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ ได้เสริมสร้างการตอบสนองต่อปัญหานี้ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างอินเตอร์โพลและยูเอ็นโอดีซี รวมทั้งทำงานอย่างใกล้ชิดกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงการตรวจจับ การป้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย พันธมิตรอาเซียน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และเมตา (Meta) ร่วมกันปฏิบัติการ ทำให้มีการปิดบัญชีที่น่าสงสัยมากกว่า 150,000 บัญชี มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นตัวการสำคัญหลายราย และการระบุตัวเหยื่อการค้ามนุษย์หลายร้อยคนที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวง ปฏิบัติการนี้จึงแสดงให้เห็นว่าเมื่อรัฐบาล หน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และภาคเอกชนทำงานร่วมกัน จะสามารถเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ถ้าต้องการรื้อทำลายศูนย์หลอกลวงในวงกว้าง เราต้องก้าวไปให้ไกลกว่านั้น ด้วยการปรับปรุงการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง เพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนและการตอบสนองข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการติดตาม อายัด และกู้คืนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมาย ขณะที่การต่อสู้กับการฉ้อโกงออนไลน์เป็นการสร้างความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพในโลกดิจิทัล ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกฝ่าย เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมวาระพิเศษระดับสูงว่าด้วยคำมั่นระดับชาติในการต่อสู้การฉ้อโกง โดยมีนายจอห์น แบรนโดลิโน รักษาการผู้อำนวยการบริหารของยูเอ็นโอดีซี และรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ของสำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา และนางฟลอเรียน บัคโคเนียร์ หัวหน้าสำนักงานผู้แทนพิเศษของสำนักงานอินเตอร์โพล ประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา เข้าร่วมรับฟังด้วย ว่า ความร่วมมือจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบด้วย ทุกประเทศที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ต่างมีบทบาทสำคัญในการรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ ส่วนประเทศที่ปล่อยให้การดำเนินการของอาชญากรรมดังกล่าวเกิดขึ้น จะต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองและความมุ่งมั่นที่เข้มแข็งที่สุดในการขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดสิ้น

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความยินดีที่จะประกาศคำมั่นสัญญาระดับชาติว่าจะต่อสู้กับการฉ้อโกงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงทางออนไลน์ และจะปกป้องผู้เสียหายจากการฉ้อโกงให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการบังคับให้กระทำความผิดทางอาญา ผ่านการดำเนินความพยายามให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของเรา และสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ดังนี้ 1.การเสริมสร้างและใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงิน รวมถึงการติดตามเส้นทางการเงิน การสอบสวน การยึด อายัด และการเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ
2.พัฒนาการบูรณาการข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับการฉ้อโกง และการติดตามเส้นทางธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิผล และ 3.การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ข้ามภาคส่วน และข้ามสาขาวิชา โดยการอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรอง และพยานหลักฐาน
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวเปิดกิจกรรมคู่ขนานที่จัดโดยยูเอ็นโอดีซี หัวข้อ “ภัยคุกคามที่ซับซ้อนและแผ่ขยายไปทั่วโลก : วิวัฒนาการของศูนย์สแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ตอนหนึ่งว่า ภัยคุกคามจากอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้ประเทศในภูมิภาครวมถึงไทย เป็นด่านหน้าและรับผลกระทบจากอาชญากรรมเหล่านี้ โดยอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตมีความซับซ้อนและวิวัฒนาการที่รวดเร็ว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความมั่นคง อีกทั้งเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ ประเทศต่างๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อปราบปรามปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น รมว.การต่างประเทศ ได้ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง จำนวน 2 ฉบับ คือ 1.ข้อเรียกร้องให้ร่วมกันดำเนินการเพื่อปราบปรามการฉ้อโกง 2.กรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนระดับโลกเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง




