เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “เดลินิวส์ออนไลน์” จะพาทุกคนทำความรู้จัก “มะเร็งตับ” ภัยเงียบคร่าชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 5 ของโลก ในปี 2022 พบว่ามีผู้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับรายใหม่สูงถึง 865,269 คนทั่วโลก และเสียชีวิตเลยสูงถึง 757,948 คน โดยทวีปเอเซีย พบอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งตับสูงที่สุดกว่าทวีปอื่น และมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดเช่นเดียวกัน

สำหรับ “โรคมะเร็งตับ” คือ โรคที่เกิดจากเซลล์ตับที่ผิดปกติ เกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์มากกว่าปกติ จนเกิดเป็นก้อนในตับ วิวัฒนาการก่อนเกิดมะเร็งตับ คือตับถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อเกิดการอักเสบ อักเสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตับจะสร้างพังผืด นานวันเข้าพังผืดเยอะมากพอจนก่อให้เกิดตับแข็ง และบางส่วนของตับแข็งมีเซลล์ตับที่พัฒนาไปเป็นมะเร็งตับตามมา แต่ความน่ากลัวคือ การติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี และไขมันพอกตับ สามารถก่อให้เกิดมะเร็งตับได้ โดยไม่ผ่านขั้นตอนของการเป็นตับแข็งมาก่อน

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ คือผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดตับแข็ง ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม อาทิ
1.อายุที่มากขึ้น
2.ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี
3.การดื่มสุราเป็นประจำ
4.ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน โรคอ้วน มีภาวะไขมันพอกตับ
5.ผู้ได้รับสารปนเปื้อน เช่น สาร Aflatoxin จากถั่วลิสง เป็นต้น
6.ญาติสายตรงมีภาวะตับแข็ง หรือมะเร็งตับ

นอกจากนี้ อาการของมะเร็งตับ จะมีอาการดังต่อไปนี้
โดยผู้ป่วยมะเร็งตับ ระยะเริ่มต้น มักไม่มีอาการใดๆ เพราะก้อนเล็กมากเกินกว่าจะมีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจอัลตราซาวด์ แต่หากก้อนมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ คนไข้จะมีอาการได้ตั้งแต่อ่อนเพลีย, ไม่สบายท้อง, อืดแน่นท้อง, จุกท้อง, ปวดใต้ชายโครงขวาหรือช่องท้องส่วนบน และน้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ หรือหากก้อนมีขนาดที่โตมาก อาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ขาบวม และท้องบวม

วิธีการป้องกัน
ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการใดเลยในระยะที่ตับยังมีสมรรถภาพการทำงานปกติ ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับเรื้อรังดังต่อไปนี้ ควรได้รับการตรวจค้นหาสาเหตุและเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ ได้แก่ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีประวัติได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือด ก่อนปี พ.ศ. 2533 มีประวัติใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดสารเสพติดเข้าหลอดเลือดร่วมกัน การสักผิวหนังด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ หรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี เป็นต้น

โดยผู้ป่วยกลุ่มไหนควรคัดกรองมะเร็งตับ?
เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีใช้นิวเคลียสของเซลล์ตับในการแบ่งตัวและสร้าง DNA จึงทำให้เกิดการผิดเพี้ยนของ DNA ในเซลล์ตับ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้โดยตรงถึงแม้ไม่มีภาวะตับแข็งก็ตาม และจากการศึกษาพบว่าผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 100 เท่า

ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีที่ มีข้อบ่งชี้ต่างๆ ต่อไปนี้ ควรคัดกรองมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอด้วยการทำอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนร่วมกับการเจาะเลือดหาค่ามะเร็งตับ AFP ทุก 6 เดือน ได้แก่
1.ผู้ป่วยเพศชายชาวเอเชียอายุมากกว่า 40 ปี
2.ผู้ป่วยเพศหญิงชาวเอเชียอายุมากกว่า 50 ปี
3.ผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับชนิด HCC
4.ผู้ป่วยชาวแอฟริกันอายุมากกว่า 50 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจาก ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ ไขมันเกาะตับ genetic hemochomatosis, Primary billiary cirrhosis ควรทำการคัดกรองมะเร็งตับทุก 6 เดือน อีกด้วย..

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น, โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน