เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 23 มี.ค. 69 ที่รัฐสภา นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี กระทำเป็นตัวอย่างภายหลังมีการอภิปรายให้ยกเลิกอาหารกลางวันของ สส. รวมถึงลดจำนวนผู้ติดตาม สส. ลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่อีกหนึ่งประเด็นที่ตนขอเพิ่มเข้าไป จากที่ตนเคยทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เกือบ 3 ปี จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่า สส. 1 คน อาจสังกัดในกรรมาธิการถึง 3 ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการประชุมคณะกรรมาธิการ 1 ชุด สส. จะได้เบี้ยประชุมครั้งละ 1,000 บาท และมีการวิ่งวนจากคณะหนึ่งไปอีกคณะหนึ่ง วันหนึ่งจะได้ประมาณ 3,000–4,000 บาท ตนเชื่อว่า นพ.วรงค์ ก็รู้จึงขอฝากเรื่องนี้ด้วย

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ตนมาคือทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อให้ นพ.วรงค์ พร้อมข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้ 1. เมื่อเสนอแล้ว ก็ขอให้แสดงเจตนาโดยการไม่ขอรับเบี้ยเลี้ยงรับประทานอาหารกลางวัน ตลอดวาระ 4 ปีของ นพ.วรงค์ 2. ขอให้ นพ.วรงค์ รับผู้ช่วยแค่ 3 คน 3. ให้ทำเรื่องแจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่ขอขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ช่วย สส. ของ นพ.วรงค์ และ 4. ขอเสนอให้ปรับลดค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุมกรรมาธิการของ สส. รวมถึงพิจารณาว่า 1 คน ประชุม 3-4 คณะ จริงหรือไม่

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ นพ.วรงค์ เหมือนเป็นพระเอก เมื่อเป็นพระเอกก็ขอให้เป็นพระเอกตลอดไป การเสนอสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ละเอียด ชัดเจน  และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินถือว่าถูกต้องแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม การเสนอและทำเป็นคอนเทนต์ เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ตนเห็นว่าข้อมูลไม่สมบูรณ์และไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตามตนเห็นด้วยกับ นพ.วรงค์ แต่ไม่อยากให้เสนอแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเรียกร้องให้ นพ.วรงค์ ดำเนินการตามที่ตัวเองเรียกร้อง และหาก นพ.วรงค์ ไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้อง ตนจะพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมของ สส. เพราะวันนั้นพูดในที่ประชุมของสภา จึงเป็นคำมั่นสัญญาให้กับประชาชน ฉะนั้นหากไม่ทำประการหนึ่งประการใด ตนถือว่าพูดแล้วไม่ทำ ซึ่งตนจะพิจารณาว่ามีการฝ่าฝืนจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 หรือไม่ แต่ถ้า นพ.วรงค์ ทำตามที่พูดในประเด็นหนึ่งประเด็นใด ถือว่าท่านก็ทำสำเร็จแล้ว แม้ว่า สส. ส่วนใหญ่จะไม่เอาก็ตาม

นายสนธิญา  ได้ฝากข้อสังเกตถึงการทำงานระหว่าง สส.ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ กับการทำงานของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ฝ่ายบริหารต้องระวัง เพราะตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายรัฐบาลจะต้องไม่ทำงานทับซ้อนกัน หรือไปก้าวก่าย ซึ่งอาจทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องฝ่าฝืนจริยธรรมได้.