เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณา โดยระบุว่าคณะกมธ.ฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่กมธ.ฯ เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2568  หลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง

นายนพดล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่ 1. ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกมธ.เขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ 2. MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (รธน.เนื่องจากคณะรัฐมนตรี(ครม. )ในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย 3. รธน.กัมพูชา ค.ศ. 1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

นายนพดล กล่าวต่อว่า 4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น 5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธ.ค. 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน และ 6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้ สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น คณะกมธ.ฯ ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย  ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ. บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ. ให้ ครม.พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ. เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเม.ย.นี้