​สถานการณ์การบริโภคยาสูบในประเทศไทยได้เผชิญความท้าทายครั้งใหม่ โดยมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าแม้ตัวเลขผู้สูบบุหรี่มวนในผู้ใหญ่จะค่อยๆ ลดลง แต่สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ “วิกฤตนักสูบหน้าใหม่” โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่ระบาดหนักในกลุ่มเยาวชนอายุ 13-15 ปี ซึ่งมีอัตราการใช้พุ่งสูงถึง 17.6% และพบเด็กอายุน้อยที่สุดเพียง 6 ปีที่เริ่มรู้จักและเข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้

ท่ามกลางวิกฤตนี้ การขับเคลื่อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภายใต้เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลายเป็นกลไกสำคัญในการสกัดกั้นปัญหาจากฐานราก ที่มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มสรรพกำลังเพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่และป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในพื้นที่ลงให้ได้

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ได้จัดเวที “ปฏิบัติการสังเคราะห์ระบบและกลไกการจัดการสุขภาวะชุมชน” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับการลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการลดรายจ่ายของชุมชนท้องถิ่น เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยมีตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 300 พื้นที่ทั่วประเทศ มาร่วมกันถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และออกแบบระบบการทำงาน เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงระดับพื้นที่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต



แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเดินรณรงค์ห้ามสูบบุหรี่แบบเดิม ๆ แต่เป็นการมองภาพรวมเชิงระบบ ผ่านมุมมองที่ว่าการลดรายจ่ายจากปัจจัยเสี่ยงหลัก (บุหรี่ สุรา พนัน) คือจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือเกิดสมการใหม่ในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะ นั่นคือ ลดปัจจัยเสี่ยง และลดรายจ่าย เท่ากับยกระดับสุขภาวะชุมชน

​ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้ฉายภาพให้เห็นถึง “ระบบนิเวศแห่งการขับเคลื่อนชุมชน” ว่าแกนนำตำบลต้องทำงานเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ อบต. ที่คอยสนับสนุนนโยบายและงบประมาณ, รพ.สต. ที่ขับเคลื่อนงานป้องกันโรค NCDs, ไปจนถึงหน่วยงานส่งเสริมอาชีพเกษตร และ พอช. ที่เข้ามาหนุนเสริมรายได้ การทำงานร่วมกันเป็นใยแมงมุมนี้ จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ “สถิติผู้ป่วยลดลง รายจ่ายลดลง และเงินออมเพิ่มมากขึ้น”

​เป้าหมายของ สสส. จึงไม่ใช่แค่การรณรงค์เลิกสูบ แต่คือการ “จัดระบบและกลไก” ในพื้นที่เพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยสนับสนุนให้ท้องถิ่นนำเครื่องมืออย่าง TCNAP และ RECAP มาใช้วางแผนงานบนฐานข้อมูลจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้การแก้ปัญหาตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“เมื่อชุมชนลดปัจจัยเสี่ยงอย่างบุหรี่ได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ภาพเด็กเยาวชนที่มีปอดสะอาดขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการที่ครัวเรือนมีรายจ่ายลดลง มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น และคนวัยทำงานมีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะเป็นกำลังหลักในการประกอบอาชีพ” ดร.นิสา กล่าวและว่า สสส. ยังมุ่งให้ “ระบบและกลไกชุมชนท้องถิ่น” เป็นฐานรากที่มั่นคงของสุขภาวะครบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ กาย ใจ ปัญญา และสังคม บนเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน เพราะการเลิกบุหรี่และลดปัจจัยเสี่ยง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งต่อสุขภาพและความมั่นคงทางการเงินของคนในชุมชน

ก้าวต่อไปของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ของอปท.กว่า 300 แห่งที่มาร่วมลงมือร่าง “แผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาสุขภาวะชุมชน” ในครั้งนี้ เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีแผนขับเคลื่อนที่สามารถนำกลับไปใช้จริงในพื้นที่ของตนเอง แผนงานเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดลงไปตั้งแต่ระดับตำบล สู่ระดับหมู่บ้าน เปลี่ยนจากนโยบายบนแผ่นกระดาษ เป็นปฏิบัติการณ์ที่จับต้องได้

ตำบลยางขี้นก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี คือหนึ่งในพื้นที่ที่ลงมือขับเคลื่อนงานลด ละ เลิกบุหรี่อย่างเป็นรูปธรรม โดย นางเพ็ญศรี สร้อยมาตร์ ผู้อำนวยการกองการศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลยางขี้นก เล่าว่า เมื่อก่อนทั้งเด็กและผู้ปกครองขาดความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า หลายคนมองว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเพียง “แฟชั่น” และไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย อบต.ยางขี้นกจึงเริ่มแก้ปัญหาด้วยการ “ทำข้อมูล” เพื่อระบุกลุ่มเสี่ยง จากนั้นก็บูรณาการ 4 องค์กรหลัก ท้องถิ่น โรงเรียน รพ.สต. และตำรวจ จัดอบรมสร้างความตระหนักรู้แก่สภาเด็กและเยาวชน ควบคู่กับการสื่อสารซ้ำๆ ให้ผู้ปกครองรู้จักหน้าตาและพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า

นอกจากการให้ความรู้แล้ว อบต.ยังประสานความร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมจัดกิจกรรม “เพื่อนช่วยเพื่อน” ที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้พูดคุยช่วยเหลือกันเอง เนื่องจากบางครั้งเด็กไม่กล้าเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง แต่กล้าเล่าให้เพื่อนฟัง และยังมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ “ครอบครัวต้นแบบ” ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้ชุมชนทำตาม

ผอ.ชเพ็ญศรี เล่าวถึงกรณีของเด็กหญิงอายุ 15 ปีคนหนึ่งที่ติดบุหรี่ไฟฟ้า ว่าเด็กหญิงเชื่อว่าสูบบุหรี่เป็นแฟชั่นและไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย หลังเข้าร่วมโครงการ รับรู้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และได้รับแรงหนุนจากกลุ่มเพื่อน เธอประกาศเจตนารมณ์ต่อหน้าชุมชนว่าจะเลิกบุหรี่ไฟฟ้า และสามารถทำได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน โดยไม่หวนกลับมาสูบอีกเลยจนถึงปัจจุบันกว่า 2 ปี

​”น้องเค้าเลิกได้จริงๆ ค่ะ ถ้ามีคนหนึ่งทำได้ มันจะมีคนที่สองตามมา เป็นต้นแบบให้คนอื่นได้ทำตาม” นางชเพ็ญศรีกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

​สำหรับแผนในอนาคต อบต.ยางขี้นกเตรียมดำเนินโครงการซ้ำเพื่อรักษาความต่อเนื่อง พร้อมขยายผล “ครอบครัวต้นแบบ” และเตรียมจัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาแบบไม่เปิดเผยตัวที่ รพ.สต. เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนที่อยากเลิกบุหรี่ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือ ที่สำคัญก็เตรียมบรรจุเรื่องบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประเด็นหลักในแผนงานท้องถิ่นและตำบล เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องนี้ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

ขณะที่เทศบาลตำบลบางยี่รงค์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความใส่ใจเชิงลึก” คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดย น.ส.อธิศนันท์ สิงหเมธาพัฒน์ ผู้อำนวยการกองการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลตำบลบางยี่รงค์ ได้ทำงานร่วมกับ รพ.สต. เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจ จนพบว่า 10% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นผู้สูบบุหรี่ และคนในครอบครัวของผู้สูบก็มีแนวโน้มป่วยด้วย NCDs เช่นกัน ซึ่งอาจเกิดจากควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ยังเห็นถึงภาระค่าใช้จ่ายที่บั่นทอนครอบครัวและเป็นประตูสู่ปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา

ด้วยมุมมองที่รอบด้านนี้เองที่ทำให้น.ส.อธิศนันท์ ออกแบบกลยุทธ์ “เพื่อนคู่คิด” ที่เข้าถึงผู้สูบเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จเด็ดขาดถึง 6 คน จาก 21 คน ภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง

ควบคู่กันนั้น ทต.บางยี่รงค์ ยังใช้มาตรการทางสังคมและจัดการสิ่งแวดกล้อมไม่ให้เอื้อต่อการสูบบุหรี่ ด้วยการติดตั้งป้ายห้ามสูบบุหรี่และจัดโซนสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะทุกแห่ง เพื่อทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าพฤติกรรมของตนเองไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม และนำไปสู่การตัดสินใจเลิกในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ชื่อผู้ที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จผ่านสื่อของเทศบาล เพื่อเป็นกลไกทางสังคมที่ช่วยให้ผู้เลิกแล้วไม่กล้าหวนกลับไปสูบอีก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบางยี่รงค์เชื่อมั่นคือการมี “ผู้นำที่เป็นต้นแบบ” อย่าง นายชินดนัย รุจิรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบางยี่รงค์ ที่ตัดสินใจ “หักดิบ” เลิกบุหรี่หลังสูบมานานกว่า 40 ปี ส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งสุขภาพและหน้าตาที่สดใสขึ้น จนส่งแรงกระเพื่อมไปยังคนรอบข้าง โดยเฉพาะมีพนักงานเทศบาลหลายคนตัดสินใจเลิกตาม

​”ในฐานะผู้นำที่เราทำงานร่วมกับ สสส. รณรงค์ให้คนลดละเลิกบุหรี่ ผมรู้สึกว่าเราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน จะไปบอกให้คนอื่นทำในสิ่งที่ตัวเองยังทำไม่ได้มันก็พูดได้ไม่เต็มปาก ตอนนี้ผมเลิกได้ปีกว่าแล้ว สุขภาพดีขึ้นเยอะ และผมอยากบอกทุกคนว่าการเลิกไม่ยากอย่างที่คิด มันอยู่ที่ใจเราเอง” นายชินดนัย กล่าว

ความสำเร็จจากบางยี่รงค์ยังถูกส่งต่อไปยังองค์การบริหารส่วน ตำบลจอมประทัด อำเภอวัดเพลง จ.ราชบุรีโดยมี น.ส.สาวิตรี ประดับไทย หรือ “กำนันอ้อย” กำนันตำบลจอมประทัด เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เธอเล่าว่า กลยุทธ์หลักที่เลือกใช้ คือการใช้ “พลังเด็ก” มาเป็นโซ่ข้อกลาง โดยเริ่มจากการทำงานกับนักเรียน 60 คนให้เข้าใจโทษของบุหรี่อย่างถ่องแท้ จากนั้นให้เด็กเป็นผู้สื่อสารตรงไปยังพ่อแม่ เพราะเชื่อว่าเสียงของลูกนั้นเข้าถึงหัวใจผู้ปกครองได้ลึกกว่าการรณรงค์จากภายนอก ขณะเดียวกันก็ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง รพ.สต. และ อบต. มาร่วมจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์โทษพิษภัยของบุหรี่อย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์ภายในหนึ่งปีพิสูจน์ว่ากลยุทธ์นี้ได้ผลจริง เมื่อสามารถจูงใจให้ผู้ปกครองเลิกบุหรี่ได้ถึง 20 คน และผู้ที่เลิกสำเร็จเหล่านั้นยังกลับมาเป็นเครือข่ายช่วยรณรงค์ต่อ สร้างวงจรของการเปลี่ยนแปลงที่ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ สำหรับก้าวต่อไป กำนันอ้อยวางแผนจะขยายผลไปยังอำเภอข้างเคียงที่ยังไม่มีการดำเนินงานเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มภาคีเครือข่ายให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ความสำเร็จในการขับเคลื่อนงานลด ละ เลิกบุหรี่ของทั้ง อบต.ยางขี้นก, ทต.บางยี่รงค์ และอบต.จอมประทัด สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหายาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่คือการใช้ “พลังทางสังคม” และ “ความใส่ใจเชิงลึก” ในระดับพื้นที่ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อท้องถิ่นลุกขึ้นมา “ทำข้อมูล” อย่างจริงจังและบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ชุมชนจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากภับบุหรี่ได้อย่างยั่งยืน