หลังจากเดลินิวส์เปิดประเด็น กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่อ่าวจาก ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เบื้องต้นพบว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวได้รับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ น.ส.3 ก. จำนวน 105 แปลง (ปี 2532-2537) เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ โดยมีกลุ่มผู้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินประกอบด้วย กลุ่มบริษัทเอกชน จำนวน 3 บริษัท รวม 33 แปลง และกลุ่มบุคคลธรรมดาอีก 72 แปลง มีทั้งเป็นการออกเฉพาะรายที่สืบเนื่องมาจากหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 จำนวน 46 แปลง แต่พบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. ที่ออกโดยไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินหรือไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน 59 แปลง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลางเดลินิวส์ เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่จ.ระนอง ก่อนหน้านี้ ปี 2565 ก็เคยมีการสั่งตรวจสอบกรณีออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 21 ฉบับ โดยเฉพาะพื้นที่บนเขาปากเตรียม บ้านเหนือ หมู่2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จนเสร็จเรียบร้อยมีหนังสือความเห็นการตรวจสอบฯ ลงวันที่ 30 ก.ย. 2565 ส่งไปถึง แม่ทัพภาคที่ 4, อธิบดีกรมที่ดิน, อธิบดีกรมป่าไม้, อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ผบก.ปทส.

โดยหนังสือฉบับดังกล่าวระบุรายละเอียดว่า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 อ.สุขสำราญ จ.ระนอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับแจ้งว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้บริเวณบ้านเหนือ ซอยอ่าวจาก หมู่ที่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จึงได้ร่วมกันตรวจสอบจนทราบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า พื้นที่ดังกล่าว มีการกล่าวอ้างเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) มาแสดงสิทธิ ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับทางราชการและเพื่อเป็นการเฝ้าระวังปกป้องทรัพยากรป่าไม้ในท้องที่จังหวัดระนอง รวมถึงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดระนองจึงได้มีคำสั่งจังหวัดระนอง ที่ 563/2565 ลงวันที่ 12 พ.ค. 2565 และคำสั่งจังหวัดระนอง ที่ 1452/2565 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2565 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการออกหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 21 ฉบับ รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่เกิดเหตุ บริเวณบ้านเหนือ หมู่ที่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จังหวัดระนอง ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ 22 คน มีนายอำเภอสุขสำราญ เป็นประธาน

บัดนี้คณะกรรมการตามคำสั่งดังกล่าวได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯใ ห้จังหวัดระนองทราบแล้ว โดยคณะกรรมการได้มีความเห็นว่า การออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทั้ง 21 ฉบับ รวมถึงบริเวณที่เกี่ยวข้องที่เกิดเหตุดังกล่าว เป็นลักษณะการออกเอกสารสิทธิทางที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงมีมติเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1.ดำเนินการทางปกครอง ด้วยการ 1.1 พิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 และ 1.2 ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองให้มีการพิจารณาเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มิชอบ รวมถึงให้มีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวพื้นที่เกิดก่อนการพิพากษา ห้ามบุคคลใด ๆ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า เผาต้นไม้ ตัดไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพไปจากเดิม เก็บหา นำออกไป กระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท หรือกระทำการอันใดที่เป็นการส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เหตุก่อนการพิพากษา

2.ดำเนินการทางอาญา โดยการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่รับผิดชอบเพื่อ พิสูจน์ความผิด และเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาลงโทษทางอาญาและกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้องต่อไป และ 3.ดำเนินการเฝ้าระวังมิให้เกิดการกระทำผิดในพื้นที่ โดยหนังสือฉบับดังกล่าว แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน และให้รายงานผลคืบหน้าให้จังหวัดระนองทราบด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้คณะกรรมการตรวจสอบฯจะมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 แต่เรื่องก็เงียบหายไปจนกระทั่ง เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 มีการหยิบยกเรื่องนี้เข้าไปในที่ประชุม คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา จากนั้น สว.ชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะ กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ จึงสั่งนำคณะลงพื้นที่ พร้อมดึงนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบทันที

สำหรับพื้นที่เขาปากเตรียม มีลักษณะเป็นป่าดงดิบเป็นแนวสันเขา ทอดยาวไปตามถนนสายเพชรเกษม มีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ พื้นที่ทั้งหมดมีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 35 โดยจุดสูงสุดมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 300 เมตร มีแนวเขตทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติแหลมสน โดยเมื่อขึ้นไปอยู่ยังจุดสูงสุดของเขาปากเตรียม จะมองเห็นชายหาดและทะเลอันดามันอย่างสวยงาม