เมื่อวันที่ 26 มี.ค. รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น ประธานวิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพร ภายใต้ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในการเสวนา “เมื่อโลกเปลี่ยน สุขภาพเราจะอยู่รอดอย่างไร” จัดโดยวิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพรแห่งประเทศไทย ผนึกกำลัง มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนในทุกมิติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสุขภาพและความมั่นคงทางยา โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความเสี่ยง แต่คือโอกาสของประเทศไทย เพราะเรามีสมุนไพรเป็นทุนทางสุขภาพสำคัญ หากสามารถนำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาบูรณาการกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สถานการณ์โลกที่ตึงเครียดทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และเศรษฐกิจ กำลังส่งผลต่อความมั่นคงด้านยาอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งประเมินสถานการณ์ร่วมกับสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะเข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมของประชาชนด้วย องค์ความรู้ด้านสมุนไพรใกล้ตัวเป็นอีกกลไกสำคัญในการรับมือวิกฤตที่ไม่อาจรอได้

ภญ.ศิริพร ฉวานนท์ ผอ.กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร อย. กล่าวว่า อย. ได้ออกมาตรการผ่อนปรนเพื่อช่วยผู้ประกอบการ เช่น การอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือวัตถุดิบสำคัญได้เร็ว ลดผลกระทบต่อการผลิตและการเข้าถึงยา อยางไรก็ตาม ขอให้ประชาชนศึกษา โดยมี3 หลักเลือกซื้อสมุนไพรอย่างปลอดภัย ได้แก่ ตรวจสอบเลขทะเบียน อย. อ่านฉลากให้ครบถ้วน และไม่เชื่อโฆษณาเกินจริง และเตือนว่าการมีเลขทะเบียน ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป ผู้บริโภคต้องตรวจสอบว่าเลขนั้นตรงกับผลิตภัณฑ์จริง และสามารถสืบค้นได้ผ่านระบบของ อย. เพื่อป้องกันสินค้าปลอมในตลาด

ส่วนการใช้สมุนไพรให้ได้ผลและปลอดภัย ต้องยึดหลัก “5 ถูก” คือ ถูกโรค ถูกคน ถูกขนาด ถูกเวลา และถูกวิธี โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว เด็ก และผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ ขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ผื่นแพ้ คลื่นไส้อาเจียน หรือสัญญาณผิดปกติของตับ เช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง ซึ่งหากเกิดขึ้นต้องหยุดใช้ทันทีและพบแพทย์ รวมถึงสามารถรายงานต่อ อย. เพื่อร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยของระบบ

ด้าน ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า จากประสบการณ์จากโควิด-19 และภัยพิบัติต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่าสมุนไพรใกล้ตัวมีบทบาทสำคัญในยามที่เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้จำกัด จึงควรสำรวจสมุนไพรในบ้าน ชุมชนก่อนว่ามีอะไร และเรียนรู้การใช้จริง ซึ่งสมุนไพร 1 ชนิด สามารถใช้ได้หลายโรคและอาการ เช่น การรับประทานดอกไม้หอมช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน หรือการใช้สมุนไพรหูเสือซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้ดี รักษาอาการหอบหืด ไอ แก้หู แก้หนอง สมุนไพรน้ำนมราชสี ช่วยเพิ่มน้ำนมในหลังคลอด และมีข้อมูลว่าเวียดนามใช้ทั้งต้นต้มกินแก้หอบหืดได้ ดูแลทางเดินหายใจ หวัดไอ เสมหะ ทำยาจากมะนาว น้ำผึ้ง ใช้ขมิ้นชันรักษาผดผื่นคันผิวหนัง เป็นต้น และจากประสบการณ์เมื่อเกิดภาวะวิกฤตควรมีเกลือติดบ้านไว้ด้วย เพราะเกลือหรือ โซเดียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยควบคุมสมดุลน้ำ ความดันโลหิต และการทำงานของระบบประสาท-กล้ามเนื้อ คนเราจะขาดเกลือได้แค่ 3 วันเท่านั้น และยังสามารถใช้ถ่านจากกะลามะพร้าวในการช่วยกรองและดูดซับสาร สิ่งสกปรกจากน้ำได้ในยามขาดแคลน

ทั้งนี้ ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับ อย. เตรียมทำข้อมูล เผยแพร่การใช้สมุนไพรทางช่อง YOUTUBE เพื่อให้ความรู้กับประชาชนได้เข้าถึงและใช้ได้อย่างถูกต้อง  คาดว่าจะเริ่มตอนแรกกลางเดือนเมษายน ทางช่องทางสื่อสารของอภัยภูเบศรและอย.