พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เผยคืบหน้ารับมือวิกฤติน้ำมัน ย้ำตำรวจประสานรัฐบาลต่อเนื่อง พร้อมมอบหมาย ศปนม.ตร. บูรณาการกำลังตรวจสอบทั้งทางบกและทางน้ำ ควบคู่ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ถึง 30 เม.ย. เพื่อแก้ปัญหาการกระจายไม่ทั่วถึง ขณะพบสต๊อกน้ำมันใน จ.อ่างทอง กว่า 300,000 ลิตร อยู่ระหว่างตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก ทั้งการปลอมปน กักตุน และจำหน่ายเกินราคา โดยยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา รอผลตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงสถานการณ์วิกฤติน้ำมันและการตรวจสอบกระแสข่าวการกักตุนน้ำมันโดยกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่ฉวยโอกาสในช่วงที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ตนได้มีการประชุมร่วมกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก มีหน่วยงานปฏิบัติการอย่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และตำรวจน้ำดูแลพื้นที่ทางน้ำ ส่วนพื้นที่ทางบกมีตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาค 1-9 คอยเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

จากข้อมูลที่ได้รับพบปัญหาสำคัญคือ น้ำมันที่ออกจากคลังไปยังผู้ค้ามาตรา 7 หรือมาตรา 10 ไม่สามารถจัดส่งได้เพียงพอต่อความต้องการ ตนในฐานะหัวหน้าหน่วย จึงได้ออกข้อบังคับอนุโลมผ่อนผันให้รถขนส่งน้ำมันสามารถเดินรถได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคลายล็อกข้อจำกัดและเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีน้ำมันใช้อย่างทั่วถึง โดยมาตรการนี้จะมีผลไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ เป็นระยะเวลา 1 เดือน

สำหรับการปราบปรามการกระทำผิด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า หากได้รับข้อมูลสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานหรือชุดปฏิบัติการของรัฐบาล ตำรวจพร้อมเข้าตรวจสอบทันที ดังเช่นกรณีล่าสุดที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีการตรวจสอบพบการเก็บสต๊อกน้ำมันสูงถึง 300,000 ลิตร มีทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมสรรพสามิตและพลังงานจังหวัดเพื่อตรวจสอบใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. มีการนำน้ำมันอื่นมาเจือปนหรือไม่ 2. มีพฤติการณ์กักตุนสินค้าหรือไม่ และ 3. มีการจำหน่ายเกินราคาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่าพร้อมดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ สายด่วน 191 ตำรวจสอบสวนกลาง หรือกระทรวงพลังงาน โดยที่ผ่านมาตำรวจได้ปูพรมเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อยไปแล้วกว่า 9,000 ครั้ง ซึ่งชุดปฏิบัติการพร้อมทำงานทันทีเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ปลอมปนน้ำมัน กักตุน หรือขายเกินราคา โดยเน้นย้ำว่าในช่วงวิกฤติเช่นนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ใด เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดต่อไป