เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ทีมข่าว ได้รับการเปิดเผยจาก นายธีรวัฒน์ (สงวนนามสกุล) 1 ผู้ครอบครองที่ดิน จากจำนวนราษฎร 72 ราย ในพื้นที่บ้านอ่าวจากเทือกเขาปากเตรียม ว่าครอบครองที่ดินตามเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. เนื้อที่ 5 ไร่เศษ จากการประมูลทรัพย์ของสถาบันทางการเงินแห่งหนึ่ง โดยสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระนอง เมื่อปี 2563 โดยหลังจากที่ได้ครอบครองที่ดิน ก็เดินเรื่องขอยื่นรังวัดและสอบแนวเขตที่ดิน ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดิน จ.ระนอง ที่เข้าไปดูพื้นที่จริงไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากแนวเขตไม่ชัดเจน ให้ตนว่าจ้างเครื่องจักรเข้าไปแผ้วถาง แต่ไม่สามารถหาผู้รับจ้างในพื้นที่ได้ ไม่มีใครกล้ารับงาน โดยอ้างว่าทางราชการห้ามนำรถแบ๊กโฮเข้าพื้นที่ ระหว่างนั้นตนจึงได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งอำเภอ จังหวัด เทศบาล ป่าไม้ และอุทยาน เพื่อสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับที่ตั้งของที่ดิน

ระหว่างที่รอความชัดเจน จนเมื่อถึงปี 2565 ปรากฏว่า ได้มีกลุ่มบุคคลอ้างว่าได้รับหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของที่ดิน นำรถแบ๊กโฮเข้ามาปรับพื้นที่ในเขตที่ดินของตน และอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของว่าที่ดินบริเวณพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงของตน ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของนิติบุคคลแห่งหนึ่ง ที่ได้มาจากคำสั่งพิพากษาศาลฎีกา และอ้างมีหลักฐานระวางที่ดิน แต่ไม่นำมาแสดง ตนจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานที่ดินและผู้เกี่ยวข้อง จนพิสูจณ์ได้ว่าระวางที่ดินที่มีผู้นำมากล่าวอ้าง เป็นระวางที่แตกต่างไปจากเดิม เชื่อว่าทำขึ้นกลางอากาศ โดยไม่มีการตรวจสอบกับพื้นที่จริง ในลักษณะการออกระวางทิพย์ ตนจึงสามารถรังวัดได้สำเร็จเมื่อปี 2567

นายธีรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า บริเวณพื้นที่อ่าวจาก เป็นพื้นที่ติดชายทะเลหาดประภาษ และเป็นทางขึ้นอุทยานแห่งชาติแหลมสน ก่อนขึ้นไปยังพื้นที่ป่าปากเตรียม บริเวณนี้มีที่ดินที่มีเอกสาร น.ส.3 ก. รวมกันประมาณ 60 ไร่ ออกเอกสาร สค.1 ฉบับเดียวกัน ร้อยละ 70 เป็นคนพื้นถิ่น ส่วนอีกร้อยละ 30 เป็นผู้ครองครองที่ได้มาจากซื้อทรัพย์บังคับคดี ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ชาวบ้านในพื้นที่รวมถึงเจ้าของที่ดินรายใหม่ได้ถูกอำนาจอิทธิพลจากนายทุน ที่พยายามเข้ามาครอบครองที่ดิน โดยอ้างระวางที่ดินทิพย์ ซึ่งครอบครองพื้นที่ทั้งหมดไปจนถึงชายหาด รวมถึงพื้นที่ป่าปากเตรียม ร่วม 2,000ไร่ โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ

“ปัญหาการบุกรุกป่าเทือกเขาปากเตรียม ควรจะได้รับการแก้ปัญหาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว หลังตรวจพบว่ามีการต้นตัดไม้ขนาดใหญ่บนภูเขา รวมถึงมีหลักฐานว่าเอกสารสิทธิที่ผู้ครอบครองกล่าวอ้าง ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับถูกหน่วยงานราชการเพิกเฉย จนทำให้ปัญหาบานปลาย ตอนนี้เหลือพื้นที่ป่าบนภูเขาไม่ถึงร้อยละ 30 ไม้จำนวนมากถูกตัดและขนออกจากป่า จนแทบไม่เหลือสภาพป่า หากผู้เกี่ยวข้องยังเพิกเฉย ไม่เร่งเข้ามาแก้ไข เชื่อว่าอีกไม่นานจะไม่เหลือสภาพป่า และจะเป็นโอกาสที่นายทุนจะนำไปทำประโยชน์อื่นๆ บนที่ดิน หลังอ้างเอกสารสิทธิที่ดินตัดไม้ขายจนหมดป่าไปแล้ว เพราะเท่าที่เห็นบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีความสวยงามเป็นอย่างมาก” นายธีรวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่การทำงานแก้ไขปัญหาของหน่วยราชการ ยังไม่มีความคืบหน้า ปรากฏว่า ได้มี นายสุระพงษ์ (สงวนนามสกุุล) ชาว จ.พังงา หนึ่งในเจ้าของที่ดินที่ได้มาจากการซื้อทรัพย์บังคับคดี บริเวณพื้นที่เทือกเขาป่าปากเตรียม หมู่ที่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาปากเตรียมรวม 16 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ.