คือ “นอกจากบริหารน้ำมันแล้ว ขณะนี้ รัฐบาลยังต้องบริหารความรู้สึกประชาชนด้วย มีข้อครหาเรื่องมีผู้ทำกำไรจากวิกฤต ก็ต้องเร่งเรื่องความโปร่งใส เปิดข้อมูลให้หมด สต๊อกน้ำมัน ต้นทุนจริง ค่าการกลั่น ส่วนเพิ่มราคา เปลี่ยนความไม่รู้เป็นความเข้าใจ  เปิดพื้นที่ตรวจสอบ”

เราคาดหวังกับรัฐบาล พอๆ กับองค์กรอิสระ ที่เป็นองค์กรตรวจสอบ ประชาชนหลายคนเซ็งกับท่าทีของ กกต. ที่ไม่รู้ยืดเยื้อไปถึงไหนกับเรื่องการสอบคดีฮั้ว สว. กระแสข่าวมีมามากมายว่า คณะอนุกรรมการสอบปล่อยนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง 229 คนไปแล้ว แต่ทางสำนักงาน กกต.ยังบอกแค่ยังไม่ได้รับรายงาน ไม่ทราบ

นอกจากนั้นท่าทีองค์กรอิสระที่น่าสนใจนำมาพูดถึงคือเรื่องเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 ตึก สตง.แห่งใหม่ถล่ม ซึ่งเป็นการประจานอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องวัสดุไม่ได้มาตรฐาน การคุมงานไม่รู้ว่าหละหลวมหรือไม่ แถมต่อมายังถูกตีแผ่เรื่องจะจัดซื้อจัดจ้างเฟอร์นิเจอร์หรู สตง.ก็ได้แต่เงื้อง่าราคาแพงว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดเราฟันไม่เลี้ยง “ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.  โพสต์ข้อความระลึกถึงเหตุการณ์นี้ว่า “กรณี ตึกถล่ม สตง. ตำรวจได้ดำเนินการส่งฟ้องภาคเอกชนไป 23 ราย  ดีเอสไอ ได้ส่งชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ 70 รายให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน (โดย ณ เวลานี้ ยังไม่มีการสั่งฟ้อง)   

พริษฐ์ ยังชี้ด้วยว่า นอกจาก สตง.แล้ว กกต.ก็เป็นองค์กรที่ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นอย่างมาก จากเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง “สิ่งที่ประชาชนรู้สึกเป็นอย่างมากต่อ 2 กรณีดังกล่าว คือความรู้สึกไม่พอใจต่อการขาดการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ของผู้บริหารใน 2 สตง. และ กกต. และความรู้สึกหมดหวังว่าประชาชนขาดอำนาจหรือเครื่องมือในการเรียกร้องความรับผิดรับชอบทางการเมืองจากองค์กรดังกล่าว ปชน.จึงยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

เพื่อคืนสิทธิประชาชนในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญ 2540 & 2550)   คืนสิทธิประชาชนในการริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยรัฐสภา . 1. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกถอดถอนได้คือ นายกฯ, รมต., สส., สว., องค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ , ศาล และอัยการ . 2. พฤติกรรมที่เข้าข่ายถูกยื่นถอดถอนได้คือ  ร่ำรวยผิดปกติ  ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่  ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

3. ผู้มีสิทธิเสนอเรื่องถอดถอน คือ  1 ใน 4 ของ สส. / 1 ใน 4 ของ สมาชิกรัฐสภา / ประชาชน 20,000 คน . 4. ผู้ไต่สวนและลงมติว่ามีมูลหรือไม่ คือ  องค์คณะไต่สวน 11 คน จากหลากหลายองค์กร (ประธานสภา, ประธานวุฒิสภา, ผู้นำฝ่ายค้าน, สส. รัฐบาล 1 คน, สส. ฝ่ายค้าน 1 คน, สว. 1 คน, ผู้พิพากษาศาลฎีกา 1 คน, ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 1 คน, ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด 1 คน, ตุลาการศาล รธน. หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 2 คน)

5. ผู้ลงมติถอดถอน (หากมีมูล) คือ รัฐสภา  มติถอดถอนจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา (โดยมี 2 ใน 3 ของ สส. รัฐบาล และ 2 ใน 3 ของ สส. ฝ่ายค้าน เพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่ออีกฝ่าย) ..ข้อเสนอของพริษฐ์เป็นที่น่าสนใจเพราะไม่ต้องรวบอำนาจตรวจสอบไว้ที่ใดที่หนึ่ง

“การบริหารจัดการความรู้สึก”เป็นเรื่องที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายองค์กรตรวจสอบจะต้องให้ความสำคัญ สำหรับภาครัฐ ถ้าทำได้สำเร็จพลังที่ประชาชนจะสะท้อนกลับคือคะแนนนิยม  ความเชื่อมั่น การขอความร่วมมือทำได้ไม่ยาก ในส่วนองค์กรตรวจสอบจะแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาได้ ไม่ปลุกสร้างกระแสต่อต้านที่นำไปสู่ความรุนแรง เพราะประชาชนไม่พอใจที่ผู้มีหน้าที่ไม่สร้างความเป็นธรรม มุ่งทำลายการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง  จนต้องลงถนน

รอดูท่าทีฝ่ายรัฐบาลจะตอบรับการแก้ไขกฎหมายแบบนี้หรือไม่ วัดใจกันในวันที่องค์กรตรวจสอบถูกครหาหนักว่าเป็นคุณกับรัฐบาล ถ้าผ่าน การเมืองภาคประชาชนน่าจะเข้มแข็งขึ้น.