วันนี้ (30 มี.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านกำลังเป็นตัวช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของรัสเซียครั้งใหญ่ หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นภายหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

เมื่ออุปทานน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกตัดขาด น้ำมันของรัสเซียก็กลายเป็นสินค้าที่มีค่ามากขึ้นในทันที หลังจากที่เคยซื้อขายในระดับราคาที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบเบรนต์ ตอนนี้ น้ำมันดิบอูราลส์มีราคาพุ่งขึ้นจนเกือบเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานโลก

นอกจากนี้ สหรัฐยังยกเว้นการคว่ำบาตรน้ำมันดิบรัสเซียชั่วคราว แม้จะมีคำเตือนว่าจะทำให้มีรายได้มหาศาลไหลเข้าสู่มือรัฐบาลรัสเซียที่กำลังขาดแคลนเงินสด โดยก่อนหน้าจะเกิดสงครามอิหร่าน รายได้จากน้ำมันและก๊าซของรัสเซียลดลงถึง 50% และรัฐบาลต้องดึงเงินสำรองออกมาใช้จ่ายในการทำสงครามในยูเครนซึ่งขณะนี้ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่านจึงเปรียบเสมือน “ส้มหล่น” ที่ช่วยกอบกู้รายได้ที่หดหายของรัสเซียไว้ได้ทันเวลา

แต่แล้วยูเครนก็ส่งฝูงโดรนโจมตีศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของรัสเซีย ทั้งที่เมืองโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำ และเมืองพริมอร์สค์และอุสต์-ลูกาในทะเลบอลติก การทำลายโครงสร้างหลักในการขนส่งน้ำมันก่อให้เกิดผลกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียจนหายไปกว่า 40%

หากนำอุปทานน้ำมันรัสเซียออกจากตลาดน้ำมันโลกมากขึ้น ราคาน้ำมันย่อมสูงขึ้นไปอีก แม้ตอนนี้รัสเซียจะยังคงสามารถส่งออกน้ำมันดิบจากสถานีขนส่งทางตะวันออกให้แก่ประเทศในเอเชียได้ แต่การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในเมืองยาโรลสลาฟฟ์จากฝ่ายยูเครนเมื่อวันเสาร์ ทำให้รัสเซียเตรียมใช้คำสั่ง “ห้ามส่งออกน้ำมันเบนซิน” อีกครั้ง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อผู้บริโภคในประเทศที่กำลังบอบช้ำจากเงินเฟ้อ 

ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ก็เริ่มมีสัญญาณเตือนภาวะเศรษฐกิจของรัสเซียที่อาจเกิดวิกฤติได้ สำนักข่าววอชิงตันโพสต์เคยรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลเคยเตือนผู้นำรัสเซียว่า วิกฤติการเงินอาจเกิดขึ้นภายในฤดูร้อนนี้ (มิถุนายน-สิงหาคมนี้) โดยดูจากรายได้จากน้ำมันที่ไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้และภาวะขาดดุลงบประมาณที่ยังคงขยายตัว แม้ปูตินจะขึ้นภาษีผู้บริโภคแล้วก็ตาม 

ผลกระทบที่เกิดต่อประชาชนรัสเซียในตอนนี้คือ ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง ร้านอาหารเริ่มปิดตัว พนักงานหลายพันคนถูกเลิกจ้าง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วซึ่งเป็นไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อทำให้หลายธุรกิจไปต่อไม่ไหว ผู้บริโภคเริ่มขาดความสามารถในการชำระหนี้ จนเกิดความกังวลว่าจะเกิดการล้มละลายเป็นโดมิโนในระบบธนาคาร หากสงครามยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องหรือมีการยกระดับความรุนแรงขึ้น

เครดิตภาพ : AFP