นายแบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธาน ของไมโครซอฟท์ เปิดเผยหลังเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ว่า ไมโครซอฟท์ ได้ประกาศมูลค่าการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ  3.2 หมื่นล้านบาทใน ระหว่างปี 2569 – 2571 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในโครงการ “ขับเคลื่อนการเติบโต ความมั่งคั่ง และความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกด้วย AI”  ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีคลาวด์และเอไอ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของชาติ ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องมีทั้งเทคโนโลยีระดับโลกและความรู้ความเข้าใจที่ช่วยให้สามารถสร้างประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นได้

“ไมโครซอฟท์มีความภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการสร้างระบบคลาวด์และเอไอ ที่มีความมั่นคงสูงผสมผสานทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไว้วางใจได้ แพลตฟอร์มที่ปลอดภัย และทักษะที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำ เอไอ มาใช้งานเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันได้จริง และสร้างโอกาสในการทำงานไปพร้อมๆ กัน”

ทั้งนี้ การประกาศแผนงานของไมโครซอฟท์ในวันนี้ สานต่อความร่วมมือครั้งสำคัญของบริษัทกับรัฐบาลไทย ซึ่งเริ่มต้นจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในเดือนพ.ย. 2566 ก่อนจะตามมาด้วยการเดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ ของนายซาเทีย นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์ ในปี 2567 และนายโรดริโก เคเด ลิมา ประธานไมโครซอฟท์ เอเชีย ในปี 2568

สำหรับแผนงานในระยะใหม่นี้ มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ เพื่ออนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย เอไอ ในทุกมิติ ทั้ง เทคโนโลยี ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่ทุกองค์กรในไทยสามารถเข้าใช้งานได้อย่างมั่นใจ ความมั่นคง จากรากฐานเชิงดิจิทัลที่แข็งแกร่ง สร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง เสริมความมั่นใจในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย มอบอธิปไตยในโลกดิจิทัลให้กับประเทศไทย และการพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ทั้งคนทำงาน ภาคการศึกษา และผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้มีทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตในโลกยุคเอไอ

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทยและตลาดใหม่ กล่าวว่า เอไอ  เป็นพลังที่สร้างโอกาสในการเติบโตให้กับทุกคนได้อย่างทั่วถึง และประเทศไทยมีโอกาสที่จะนำพลังที่ยิ่งใหญ่นี้มาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทุกคน การนำความชาญฉลาดของ เอไอ มาอยู่ในมือของคนไทยทุกคน จะเปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเติบโตในแนวทางของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานภาครัฐ ทุกคนต่างสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จริง พลิกแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และนำไปสู่การสร้างแต้มต่อในการแข่งขันให้กับประเทศไทย พร้อมปูทางไปสู่สังคมที่ดีกว่าสำหรับทุกคน