เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว.โพสต์หนังสือเปิดผนึกถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยระบุถึงภารกิจที่ต้องตระหนักในภาวะวิกฤติของประเทศ และโจทย์สำคัญที่คณะรัฐมนตรีใหม่ต้องพิจารณา ใจความว่า เรียน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่กำลังจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลชุดนี้กำเนิดขึ้นภายใต้ข้อครหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้งและการใช้เงินซื้อเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวของกลุ่ม “บ้านใหญ่” และระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกในพื้นที่ต่างๆ การรีบเร่งรับรองผลและจัดตั้งรัฐบาลถูกมองว่าเป็นการสร้าง “ต้นทุนทางการเมือง” ให้สูงขึ้น เพื่อบีบคั้นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความยากลำบาก หากพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านก้าวเข้ามารับตำแหน่งแล้ว คณะรัฐมนตรีควรต้อง “สำเหนียก” ถึงวิกฤติการณ์ของบ้านเมืองให้มากกว่าครั้งใดๆ การบริหารราชการแผ่นดินหลังจากนี้ต้องกระทำอย่างใคร่ครวญในฐานะทีมเดียวกัน มิใช่เพียงเพื่อเกียรติยศหรือชื่อเสียงในฐานะ “มนตรีแห่งรัฐ” เท่านั้น
ในวาระที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ จึงขอเสนอข้อคิดและโจทย์สำคัญที่ ครม. อนุทิน ต้องหาคำตอบให้แก่ประชาชนดังนี้ 1.โจทย์เร่งด่วนท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย สถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงต้นปี 2569 นี้ คือบททดสอบที่อาจฉุดรั้ง GDP ของไทยให้เหลือเพียง 1.0%-1.3 % และหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเกิน $120 ต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องตอบโจทย์ 3 ด้านหลัก การบริหารสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: รัฐบาลจะหาแหล่งเงินกู้จากไหนมาอุดหนุน และจะตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตลงเท่าใดเพื่อช่วยประชาชน? รัฐบาลควรต้องยอมลดรายจ่ายของตนเองลงเมื่อรายรับน้อยลง ไม่ใช่อุดหนุนผ่านกองทุนฯ และผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว ต้องกำหนด “มาตรการขั้นบันได” ที่ชัดเจนและโปร่งใสในการแทรกแซงราคา ว่าในสถานการณ์ราคาปิโตรเลียมเป็นอย่างไร รัฐจะนำเงินกองทุนหรือลดภาษีสรรพสามิตในอัตราเท่าใด ประกาศเป็นตารางให้สาธารณะได้รับรู้ชัดเจน จะได้ป้องกันการทุจริตล่วงรู้ข้อมูลเพื่อเก็งกำไรของบางคน
ความมั่นคงทางอาหารและต้นทุนเกษตรกรรม เมื่อปุ๋ยเคมีนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียมีราคาสูงขึ้น 10%-15% รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในการลดต้นทุนให้เกษตรกร เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) และสร้างความมั่นคงในปริมาณอาหาร การจัดการพลังงานสำรองและการประหยัดระดับชาติ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานกว่า 3 เดือน รัฐบาลต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ (Diversification) และต้องบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐอย่างเข้มงวด ทั้งการ Work from Home เต็มรูปแบบ การใช้รถราชการ และการระงับงบดูงานต่างประเทศของทุกฝ่าย ไม่เว้นทั้งนิติบัญญัติและตุลาการ
2. การใช้ “วิกฤติ” เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Reinvent Thailand) รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปโครงสร้างประเทศเพื่อหลุดพ้นจากวงจรความอ่อนไหวตามราคาน้ำมันโลก ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน (Energy Transition): ปลดล็อก “โซลาร์เสรี” และ Direct PPA ให้ครัวเรือนผลิตและขายไฟฟ้าได้จริง ปรับปรุงแผน PDP 2026 เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเกิน 50% และพิจารณาเทคโนโลยี SMR (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) เพื่อความมั่นคงระยะยาว ยกระดับภาคการผลิตและเศรษฐกิจฐานชีวภาพ สนับสนุน Smart Manufacturing ใน SMEs เพื่อลดต้นทุนพลังงาน และใช้จุดแข็งด้านเกษตรกรรมต่อยอดเป็นพลังงานทดแทนและเคมีภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อลดการนำเข้า ปฏิรูปโครงสร้างการขนส่ง (Logistics Shift) เปลี่ยนงบประมาณจากการ “สร้างถนน” มาเป็นการ “สร้างระบบขนส่งมวลชน” อย่างจริงจัง เพราะการสร้างถนนคือการส่งเสริมการใช้น้ำมัน พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านรถขนส่งและรถบรรทุกให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อลดต้นทุนขนส่งอย่างยั่งยืน
“ภารกิจทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีต้องใส่ใจตั้งโจทย์และหาคำตอบที่เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ มิใช่ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการพลังงานดังเช่นที่ผ่านมา ประชาชนกำลังจับตาดูว่าท่านจะเข้ามาเพื่อแก้วิกฤติของชาติ หรือเข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ในยามวิกฤติ ด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ” นายเจิมศักดิ์ ระบุ



