เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 69 นายมานพ คีรีภูวดล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ “เดลินิวส์ออนไลน์” ถึงกรณีออกมาเปิดข้อมูลไฟป่า ในทำนองว่ามีการจ้างให้เผาป่า ไฟไม่มี งบไม่มา ว่า ตนได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เพราะตื่นนอนตอนเช้าแล้วมีข้อความส่งข้อมาหาตน ซึ่งเข้าใจว่าหน้าจะเป็นคนปฏิบัติงานหน้างาน หรือเป็นอาสาชาวบ้านที่เขารู้เรื่องนี้ ซึ่งชาวบ้านหรือคนชายขอบที่มีปัญหาก็จะโทรศัพท์หรือส่งข้อความผ่านแชต ผ่านไลน์มาถึงตนอยู่แล้ว ครั้งนี้เขาก็ระบายความรู้สึกหรือแนวคิดของเขาในเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณ ว่าควรจะสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่น พื้นที่ที่ไม่เกิดไฟป่าควรจะให้เขาด้วย ซึ่งอาจจะเอาไปทำฝายหรือทำอย่างอื่นต่อไป แต่ระบบงบประมาณของประเทศ จะดูที่ตัวชี้วัดว่าดับไฟป่า หรือเกิดไฟป่ากี่ครั้ง สวนทางกับสิ่งที่คนอยู่หน้างานเห็น ซึ่งพื้นที่ไหนที่ไม่เกิดไฟป่าควรจะมีงบประมาณ หรือมีรางวัลให้ แต่ในทางกลับกัน ที่ผ่านมาจะมีงบลงมาแค่พื้นที่ที่เกิดไฟ เป็นความรู้สึกของคนหน้างานที่ตนนำมาโพสต์ ตนบอกว่าได้รับข้อความแต่เช้า และก๊อบข้อความมาลงเพื่อสื่อว่าคนหน้างานเขารู้สึกอะไรบ้าง จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่คำพูดของตน แต่เพียงแต่เอาคำพูดของคนหน้างานมาสะท้อน

“มันเป็นข้อความที่คนหน้างานเขาส่งมาให้ผม มันไม่ใช่สิ่งที่ผมพูดเอง เป็นข้อความที่เขาแชตมาหาผม แล้วเขาระบายในสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ เขาสะท้อนในสิ่งที่เขาคิดว่ามันควรจะเป็น ผมคิดว่าอันนี้มันก็จะเป็นปัญหาในทางงบประมาณเหมือนกัน สำนักงบประมาณ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำงบประมาณ จะมองว่าต้องออกลาดตระเวนกี่ครั้ง ดับไฟป่ากี่ครั้ง มันถึงจะมีเบี้ยเลี้ยง หรือค่าจ้าง แต่มุมมองของคนๆ นี้ เขาบอกว่าถ้าเอา KPI แบบนี้ มันยิ่งจะทำให้เกิดไฟเยอะขึ้น แต่ถ้าเราเอา KPI ที่บอกว่าชุมชนไหน ที่ร่วมกันจัดการไฟป่าจัดการเชื้อเพลิงได้เรียบร้อย เฝ้าระวังไฟป่า แล้วไม่เกิดไฟ อย่างนี้ต้องให้รางวัล ซึ่งที่ผ่านมาเขาสะท้อนว่าพอเรารักษาป่าดี คนที่ดูแลงบประมาณก็บอกว่าพื้นที่นี้มันไม่เกิดปัญหา แล้วตัดงบลง ส่วนเรื่องการเผาเพื่อดึงงบประมาณลงพื้นที่นั้น มันไม่มีหลักฐาน เป็นเพียงการได้รับข้อมูลจากการพูดคุยกับชาวบ้านในเรื่องนี้เท่านั้น ว่าถ้าเราเอาตัวชี้วัดว่าชุมชนตรงนั้น สามารถปกป้องไม่ให้เกิดไฟป่าในช่วงวิกฤติได้ อย่างนี้ปีหน้าหมู่บ้านนี้ควรได้รับงบเพิ่ม และต่อเนื่อง ไม่ใช่ไม่เกิดไฟแล้วไปตัดงบเขา ถ้ามันมีตัวชี้วัดแบบนี้ ทำให้สมการของการจัดการไฟในมุมมองของเขา มองว่าอาจจะเป็นสาเหตุได้” นายมานพ กล่าว

นายมานพ กล่าวอีกว่า สำหรับมุมมองส่วนตัวในเรื่องปัญหาไฟป่า คิดว่าแต่ละปีสถานการณ์ไม่เหมือนกัน หลักการง่ายๆ ที่ตนสื่อสารมาตลอดก็คือว่าถ้าเราไม่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการบริหารจัดการเรื่องนี้จะมีปัญหา เพราะว่าแต่ละพื้นที่นิเวศป่าไม่เหมือนกัน ประเทศไทยมีนิเวศตั้งแต่ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน ปาพรุ ป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่าเมฆ ไฟที่เกิดช่วงนี้สาเหตุมาจากสภาพอากาศที่แล้ง เชื้อเพลิงชีวมวล ใบไม้ที่ร่วง 100 เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในพื้นดิน เวลาไหม้ก็ทำให้ไฟป่ารุนแรง ดังนั้นตนจึงบอกว่าในอดีตก่อนปี 40-50 ที่ยังไม่มีสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันเหมือนปัจจุบัน ยันยันว่าไฟป่าเกิดเยอะกว่านี้ แต่พฤติกรรมไฟไม่ได้ไหม้รุนแรงแบบนี้ มันเริ่มทยอยไหม้ในพื้นที่ที่แล้งก่อน ตนคิดว่าพฤติกรรมไฟ มันเริ่มไหม้ตั้งแต่ จ.ตาก กำแพงเพชร ตรงไหนแล้งก็ค่อยๆ ไหม้ไป ซึ่งมันจะไหม้ในพื้นที่ที่เป็นไม้ผลัดใบ ป่าเต็งรัง

“แต่เมื่อเกิดปัญหาเรื่องฝุ่นควัน ทุกคนก็มองว่าไฟที่ไหม้คือสิ่งที่เป็นปีศาจ ซึ่งเรื่องนี้สัมพันธ์กับการจัดการไฟและประเภทของป่า ถ้าคุณไม่เข้าใจนิเวศป่า คุณจะเหมารวมว่าป่าทุกประเภท ไม่ต้องการไฟ ซึ่งป่าที่น่าเป็นห่วงที่สุดที่ไม่ควรจะมีไฟเข้าก็คือพวกป่าดิบ เรามีมาตรการก็คือว่าห้ามมีการใช้ไฟเข้าไปในพื้นที่ทุกชนิด อย่างป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ เชื้อเพลิงมันก็สะสม พอสะสมครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้วก็ไม่ได้ไหม้ ปีก่อนโน้นก็ไม่ได้ไหม้ พอมาปีนี้ก็คือพฤติกรรมไฟ จึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง” นายมานพ กล่าว

นายมานพ กล่าวต่อว่า ดังนั้นสิ่งที่ตนเสนอมาตลอดก็คือว่าเราควรจะใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ว่าบริบทสังคม บริบทของนิเวศป่าเป็นอย่างไร ที่ไหนควรจะจัดการเชื้อเพลิงก่อนฤดูกาลไฟจะรุนแรง ที่ไหนควรจัดการอย่างเข้มข้น ให้กางแผนที่และให้มีเจ้าภาพในการรับผิดชอบ เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วม มันไม่ใช่ใช้งบของใครของมัน หากมีหลายหน่วยงานในพื้นที่ก็มาเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ซึ่งผมเคยทำมาแล้วและแก้ปัญหาได้ผล ตรงไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงควรจะจัดการเชื้อเพลิงก่อนฤดูไฟ ตรงไหนที่จะต้องเฝ้าระวังพิเศษก็กางแผนที่แล้วเฝ้าระวังร่วมกัน อย่างนี้จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องไฟป่าได้ แต่ไม่ใช่การไปจัดการไฟป่าในช่วงวิกฤติหรือในช่วงที่แล้งอย่างนี้ ซึ่งอย่างนี้มีแต่จะทำให้ป่าเสียหายแน่นอน เพราะไฟแรง เชื้อเพลิง 100 เปอร์เซ็นต์ และป่าที่ถูกไฟไหม้ตอนนี้เป็นป่าที่ผลิใบ แตกยอด แตกดอกแล้ว เรื่องนี้ย้อนไปตนอภิปรายตั้งแต่ปี 62-63 ตนพยายามเสนอว่าการจัดการไฟป่า มันไม่ใช่การดับไฟป่า การดับไฟป่าเป็นมาตรการสุดท้าย

เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีข้อมูลหรือไม่ว่าหน่วยงานรัฐมีการจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการชิงเผาป่า นายมานพ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเวลากรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ดำเนินการชิงเผา เขาจะทำแผนร่วมกับพื้นที่หรือชุมชน พื้นที่ไหนที่มีชุมชน ยกตัวอย่าง ดอยอินทนนท์ มีการทำแผนร่วมกับชุมชน และคณะกรรมการหมู่บ้าน มีเจ้าหน้าที่สถานีไฟป่าเข้ามาร่วมด้วย มีการทำแผนที่ว่าพื้นที่เสี่ยงที่ต้องชิงเผาอยู่บริเวณไหนบ้าง ซึ่งปีนี้แผนจัดการเชื้อเพลิงสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา หมายความว่าหลังวันดังกล่าวไฟที่มันเกิดและไม่ได้อยู่ในแผนที่ของการจัดการเชื้อเพลิงถือว่าเป็นไฟป่าทั้งหมด เป็นไฟที่ไม่มีการควบคุม

ส่วนในเรื่องของเอกชน ในทรรศนะของตนก็คือชุมชนนั่นเอง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นวิธีการในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งระเบียบราชการมีปัญหามากในทางปฏิบัติ ระบุว่าจัดจ้างชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. ไม่ได้ คำว่าเอกชนนั้น ตนจึงคิดว่าเป็นเรื่องในทางเอกสาร แต่คงไม่ใช่รูปแบบ หจก. บริษัท นิติบุคคล หรือจ้างรายบุคคล ปัจเจก ซึ่งที่ตนเคยทำก็เป็นการเป็นการบริหารร่วมกันทั้งชุมชน เรื่องนี้เป็นปัญหาจากระเบียบของทางราชการในการจัดจ้าง เวลาดูเอกสารมันก็จะออกมาในรูปนั้น แต่ที่ตนเคยทำก็เป็นในลักษณะของผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการจัดการไฟป่า จะเป็นผู้รับมอบอำนาจจากชุมชนให้ทำเอกสารกับทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อเคลียร์เรื่องทางธุรการ  

เมื่อถามว่าสถานการณ์หมอกควันไฟป่าภาคเหนืออยู่ในภาวะวิกฤติ มีอะไรฝากถึงรัฐบาลบ้าง นายมานพ กล่าวว่า คิดว่าตอนนี้สถานการณ์บานปลาย เพราะป่าเต็งรังไหม้เกือบหมดแล้ว ตอนนี้มันกำลังจะเข้าไปในเขตป่าเบญจพรรณและป่าดิบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะว่าป่าดิบมีความเปราะบาง เพราะว่าเปลือกไม้ไม่หนา โครงสร้างไม้ไม่อุ้มน้ำ ถ้าความร้อนเข้าไป ความเสียหายจะเกิดขึ้นมาก ข้อเสนอของตนคิดว่าต้องสร้างความร่วมมือกับคนในพื้นที่ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ผู้นำพื้นที่ อบต. เทศบาล จะต้องมีส่วนร่วมให้มาก ลำพังเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ตนเคยคำนวณว่าเจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลป่าประมาณ 5,000-6,000 ไร่ สถานการณ์นี้ ตนจึงเสนอวิธีการที่ตนเคยทำแล้วได้ผลคือ การทำงานของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ผสมผสานกันไป ต้องออกลาดตระเวนทุกวัน เมื่อพบเหตุไฟป่าก็เข้าไปจัดการได้ แต่หากไม่สามารถจัดการเองได้ ก็ประสานไปยังหน่วยสนับสนุนอื่น ต้องมีการลาดตระเวนทุกวัน ไม่ต้องรอให้ไฟเกิดแล้วเข้าไปดับ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นทางจังหวัด กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ จะต้องจัดกำลังลาดตระเวนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เชื่อว่าจะแก้ปัญหาความรุนแรงของไฟป่าในเวลานี้.