เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์และนโยบาย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เปิดเผยว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เพียงความไม่สงบ แต่คือ “การต่อสู้เชิงระบบ” ระหว่างรัฐกับเครือข่ายที่ใช้ความรุนแรง การเมือง และข้อมูลข่าวสารควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง
การจะแก้ปัญหาให้ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียง “ควบคุมสถานการณ์” แต่ต้อง “ชนะความขัดแย้ง” ในทุกมิติ ทั้งความปลอดภัย ความยุติธรรม ความชอบธรรม และอนาคตของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นสนามตัดสินของอนาคตในโลกความขัดแย้งยุคใหม่
รัฐจะไม่ชนะด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วยความเข้าใจ และใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจ ใช้ความยุติธรรมเป็นเครื่องมือ และสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
หลักคิดสำคัญจึงต้องเปลี่ยนจาก “ตอบสนองต่อเหตุ” ไปสู่ “รู้ก่อน ป้องกันก่อน และดำเนินการตรงจุดอย่างแม่นยำ” เพราะสุดท้ายแล้ว สันติสุขที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถชนะทั้งสถานการณ์ และชนะหัวใจของประชาชนไปพร้อมกัน
ผมเสนอให้ใช้หลัก “ใช้ภาษา ก่อนใช้อาวุธ” (Language Before Lethality) สะท้อนแนวคิดสำคัญของการปฏิบัติการในพื้นที่ความขัดแย้งยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ความเข้าใจในภาษา วัฒนธรรม และบริบทของประชาชน ก่อนการใช้กำลัง เพราะในหลายสถานการณ์ ความเข้าใจที่ถูกต้องสามารถลดความตึงเครียด ป้องกันความเข้าใจผิด และยุติสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง
การใช้กำลังจึงควรเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” และต้องดำเนินการอย่างแม่นยำ ภายใต้พื้นฐานของความเข้าใจ ไม่ใช่ความไม่รู้
จึงเสนอให้เจ้าหน้าที่รัฐและภาคีเครือข่ายรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เรียนรู้ภาษายาวี ภาษามลายู ก่อนพัฒนาทักษะการใช้อาวุธ
หลักการ “Language Before Lethality” จึงควรถูกยกระดับเป็นหลักการฝึกของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพราะในหลายสถานการณ์ “คำพูดเพียงประโยคเดียว อาจลดความสูญเสียได้มากกว่าการใช้กำลังจำนวนมาก”
ควบคู่กันนั้น การลงทุนในเยาวชนต้องถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ การสร้างโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาทักษะหลายภาษา จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด และลดแรงจูงใจในการเข้าสู่วงจรความรุนแรง
กล่าวโดยสรุป ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้เป็นความขัดแย้งหลายมิติ (Multi-domain conflict) ประกอบด้วย 5 สนามหลัก ได้แก่
สนามความมั่นคง (Security Domain) – เหตุรุนแรง/ก่อเหตุ
สนามการเมือง (Political Domain) – การต่อรอง/เวทีระหว่างประเทศ
สนามสังคม (Social Domain) – ความเชื่อมั่น/ความกลัว
สนามข้อมูลข่าวสาร (Information Domain) – กรอบการเล่าเรื่องและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร
สนามอนาคต (Human Capital Domain) – เยาวชน/การศึกษา/ไม่หลุดออกจากระบบ
หากรัฐชนะเพียงสนามที่ 1 (ความมั่นคง) แต่แพ้สนาม 3–5 จะเท่ากับว่า “ควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ไม่ชนะความขัดแย้งรุนแรง”
เมื่อวิเคราะห์ในกรอบคิดการประเมินปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์รวบยอด (Net Assessment) จะพบว่า
– รัฐใช้ต้นทุน “กำลังและงบประมาณสูง”
– ฝ่ายตรงข้ามใช้ “ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลทางจิตวิทยาสูง”
จึงต้องเปลี่ยนเป็นยุทธศาสตร์ที่ตรงจุด (Precision Strategy) ลดต้นทุน–เพิ่มผลลัพธ์
– ฝ่ายตรงข้ามผู้ท้าทายอำนาจรัฐเล่นเกม “ระยะยาว”
– รัฐมักตอบแบบ “รายเหตุ”
ต้องมียุทธศาสตร์ 1 ปี / 3 ปี / 5 ปี ไม่ใช่แค่รายวัน
วันนี้ ฝ่ายตรงข้าม “เชื่อมโยงทุกระบบ” (เยาวชน–สังคม–สื่อ–การเมือง) ส่วนรัฐ “แยกส่วน” (ทหาร–ตำรวจ–ศอ.บต.–กระทรวง) ต้องตั้งระบบบัญชาการเดียวแบบบูรณาการ (Single Command – Integrated System)
– ฝ่ายตรงข้ามฟื้นตัวเร็ว เปลี่ยนรูปแบบได้
– รัฐปรับตัวช้า
จึงต้องสร้าง “รัฐที่เรียนรู้เร็วกว่า (Adaptive State)”
ผมขอเสนอให้พิจารณา “จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์” (Game Changer) คือ “เยาวชน + ภาษา + การเล่าเรื่อง (Narrative)”
– มีการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก
– ใช้ภาคประชาสังคม/สื่อ/ประวัติศาสตร์
– ขับเคลื่อนทางความคิดก่อนความรุนแรง
ดังนั้น “สนามจริง” ไม่ใช่แค่ป่า/ถนน แต่คือ “ห้องเรียน + โซเชียล + ความรู้สึกของคน”
ข้อเสนอเชิงนโยบาย (5 เสาหลัก)
เสาที่ 1: เน้นความปลอดภัยที่ตรงจุด (Precision Security) ใช้ข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Heatmap) รายอำเภอ โดยปฏิบัติการ “เฉพาะจุด” ไม่ใช่ “กว้าง” ยกระดับข่าวกรอง + นิติวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนจาก “รุกเร็ว” เป็น “รู้ก่อนรุกให้ตรงจุด”
เสาที่ 2: ใช้ความยุติธรรมเป็นยุทธศาสตร์ (Justice as Strategy) เปิดศูนย์ยุติธรรมเร่งด่วน ระบบตรวจสอบเจ้าหน้าที่โปร่งใส คุ้มครองพยาน ใช้ “ความยุติธรรมเป็นเครื่องมือความมั่นคง”
เสาที่ 3: ฝึกเจ้าหน้าที่รัฐรู้ภาษาท้องถิ่น ก่อนฝึกการใช้กำลัง “เข้าใจคนก่อนใช้อาวุธ” (ข้อเสนอสำคัญที่สุด) ตามหลัก JCS ยุคใหม่ “Language before Lethality”
มาตรการที่น่าพิจารณาคือ บังคับอบรมภาษา (มลายูท้องถิ่น) ก่อนลงพื้นที่ เข้าใจศาสนา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ฝึก “การสื่อสารในสถานการณ์ตึงเครียด” ฝึกการสื่อสารและเข้าถึงจิตใจประชาชน ไม่ใช่เพียงการฝึกยุทธวิธี (Psychological Engagement, not Combat only)
และเปลี่ยนหลักสูตรฝึกยุทธวิธีการใช้อาวุธ มาเป็นการรู้ภาษาและเข้าใจคนก่อน และยิงเฉพาะเมื่อจำเป็น เพราะ “คำพูด 1 ประโยค อาจลดเหตุได้มากกว่ากระสุน 100 นัด”
เสาที่ 4: ชิงเยาวชน เท่ากับชิงอนาคต เปิดกองทุนการศึกษา/อาชีพ/Startup มีศูนย์นวัตกรรมเยาวชน ใช้ 3 ภาษา ไทย–มลายู–อังกฤษ “ถ้าเยาวชนมีอนาคต ผลที่ตามมาคือ ความรุนแรงไม่มีพื้นที่”
เสาที่ 5: คุมเกมสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Dominance) ตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (War Room) จุดประกายการเล่าเรื่อง (Narrative) ผลิตสื่อจาก “คนในพื้นที่” สื่อหลายภาษา (ไทย–มลายู–อังกฤษ) “ใครเล่าเรื่องได้ เท่ากับคนนั้นชนะ”
รัฐและภาคีเครือข่ายควรเปิดพื้นที่เล่าเรื่อง เพื่อเข้าถึงและชนะใจประชาชน
ตัวชี้วัดสันติสุขในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงไม่ใช่แค่วัดกันที่ “เหตุลด” แต่ต้องวัดที่ความเชื่อมั่นประชาชน การจ้างงาน เยาวชนหลุดระบบ ความยุติธรรม และกรอบการเล่าเรื่องในสังคม
แผนเร่งด่วน 90 วัน
จัดตั้งศูนย์ยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีความเป็นเอกภาพ เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างแท้จริง
บังคับใช้หลักสูตร “ภาษา + วัฒนธรรม” สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ เพื่อยกระดับความเข้าใจประชาชน ลดความตึงเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
เร่งดำเนินโครงการพัฒนาเยาวชนแบบเข้มข้น โดยต่อยอดจากโครงการที่เคยประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และอนาคตที่มั่นคง
จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (War Room) เพื่อกำหนดทิศทางการสื่อสารของรัฐ และผลิตเนื้อหาที่มีพลัง (High-impact Content) ในหลายภาษา
จัดทำแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ระดับอำเภอ (Heatmap) เพื่อใช้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการปฏิบัติการให้แม่นยำและตรงจุด
ท้ายที่สุด การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านความมั่นคง แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการสร้างความยุติธรรม ความเข้าใจ และความหวังให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลควรยืนอยู่บนหลักการที่ชัดเจนว่า “รัฐบาลจะไม่แก้ไขปัญหาด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ความเข้าใจ ความยุติธรรม และโอกาส เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน”
ในบริบทของความขัดแย้งยุคใหม่ ควรตระหนักร่วมกันว่า “รัฐอาจชนะด้วยอาวุธและกองกำลังในระยะสั้น แต่จะยั่งยืนได้ ต้องชนะด้วยหัวใจของประชาชน”



