สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานการจัดประชุมสุดยอดนัดพิเศษของพันธมิตรนานาชาติ โดยมีรัฐบาลสหราชอาณาจักรเป็นแกนนำจัดในช่วงเย็นวานนี้ (2 เม.ย.) เพื่อวางยุทธศาสตร์ตอบโต้ หลังจากที่อิหร่านใช้กำลังทหารปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมประณามการจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน ขณะที่สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนกรานปฏิเสธการเข้าร่วม โดยระบุให้กลุ่มประเทศที่ได้รับผลประโยชน์ไป “จัดการปัญหาด้วยตนเอง”

สหราชอาณาจักรและกลุ่มประเทศพันธมิตร ได้บรรลุข้อตกลงในการพิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยนางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร เปิดเผยภายหลังการประชุมสุดยอดเสมือนจริงร่วมกับตัวแทนจากกว่า 40 ประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของความพยายามในการสร้างกลุ่มพันธมิตรที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาความมั่นคงในเส้นทางเดินเรือหลักของอ่าวเปอร์เซียได้ 

รมต.คูเปอร์ ระบุว่า อิหร่านกำลังใช้วิธีการยึดครองเส้นทางเดินเรือสากลด้วยกำลัง “เพื่อจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน” หลังจากที่อิหร่านได้โจมตีเรือหลายลำ เพื่อตอบโต้การทำสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล จนส่งผลให้การส่งออกพลังงานชะงักงันและราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

การหารือในครั้งนี้เน้นไปที่มาตรการทางการทูตและเศรษฐกิจมากกว่ามาตรการทางทหาร โดยกลุ่มพันธมิตรต้องการใช้ทุกวิถีทางที่ประสานงานกันได้ เพื่อกดดันอิหร่านผ่านองค์การสหประชาชาติ รวมถึงการหารือร่วมกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือเรือที่ติดค้างอยู่ให้สามารถกลับมาเดินเรือได้อีกครั้ง 

นางคูเปอร์เน้นย้ำว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่งคั่งของโลก” เนื่องจากเป็นเส้นทางสำคัญที่เกี่ยวข้องทั้งการค้าของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย การส่งออกพลังงานไปยังเอเชีย และการขนส่งปุ๋ยเพื่อเกษตรกรรมในแอฟริกา ดังนั้นพันธมิตรทุกฝ่ายจึงเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข พร้อมทั้งเคารพในหลักเสรีภาพของการเดินเรือและกฎหมายทะเล

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของสหรัฐต่อปัญหานี้ กลับมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านั้นในวันพุธ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ประเทศอื่นๆ ควร “ดึงความกล้าหาญออกมาและจัดการเปิดเส้นทางดังกล่าวด้วยตัวเอง” โดยระบุว่าประเทศพันธมิตรควรทำเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว ด้วยการเข้าไปยึดและปกป้องเส้นทางเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง การที่สหรัฐไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายที่ต้องการให้ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนี้เป็นผู้รับภาระด้านความปลอดภัยด้วยตัวเอง 

ด้านนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า รัฐบาลกำลังทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติและแสวงหาทุกช่องทางทางการทูต พร้อมมอบหมายให้นักวางแผนทางการทหารพิจารณาแนวทางสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ หลังจากที่การสู้รบยุติลงในอนาคต

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส มองว่าการใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดช่องแคบนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจเป็นไปได้จริงและไม่ใช่ทางเลือกที่ฝรั่งเศสจะยอมรับ โดยย้ำว่าเรื่องนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการร่วมมือกับอิหร่าน ซึ่งต้องเริ่มจากการหยุดยิงและการกลับเข้าสู่การเจรจาเท่านั้น 

ข้อมูลจากเว็บไซต์วิเคราะห์อุตสาหกรรมการเดินเรือลอยด์ส ลิสต์ ระบุว่า โดยปกติแล้วช่องแคบฮอร์มุซ จะมีเรือสัญจรผ่านประมาณ 120 ลำต่อวัน ทว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางทะเลเคปเลอร์ กลับพบว่ามีเรือขนส่งสินค้าสัญจรผ่านเพียง 225 ครั้งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ลดลงถึงร้อยละ 94 เมื่อเทียบกับช่วงสภาวะปกติที่ไม่มีสงคราม

เครดิตภาพ : AFP