เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่อุทยานการเรียนรู้นครราชสีมา บริเวณ Art Gallery and Exhibition นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ร่วมกับโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่  Protection International (PI) และมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ “บทพิสูจน์ตุลาการ ด่านขุนทดไฟท์ติ้ง”  พร้อมประกาศพิสูจน์อำนาจตุลาการยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานรัฐต่อศาลปกครอง นครราชสีมา

โดยน.ส.ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International ประเทศไทย  กล่าวว่า  ที่ผ่านมา มีใครไปเติมน้ำมันแล้วรู้สึกโกรธบ้างหรือไม่  ภาพน้ำมันหมดแล้วกลับมามีทันทีหลังขึ้นราคา ไม่ใช่แค่ความวุ่นวายหน้าปั๊ม แต่สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ถูกทำให้เล็กลงในระบบที่ไม่เคยฟังเสียงพวกเขา เช่นเดียวกับกรณีเหมืองโปแตชด่านขุนทด ซึ่งบริษัทเอกชนด้านพลังงานที่ดำเนินธุรกิจน้ำมัน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโครงการที่ชาวบ้านร้องเรียนผลกระทบต่อดินและน้ำมานาน จึงข้อตั้งคำถามถึงความสอดคล้องระหว่าง “ธุรกิจสีเขียว” กับความจริงในพื้นที่คนโคราชโกรธเรื่องน้ำมัน แต่ชาวด่านขุนทดโกรธเรื่องเหมืองมานานเกือบสิบปี คำถามคือ การตัดสินใจของรัฐเรื่องทรัพยากร โปร่งใสและยุติธรรมกับประชาชนจริงหรือไม่

ด้าน น.ส.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตเปิดเผยข้อมูลเชิงประจักษ์จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเมื่อปี 2566 ว่า ค่าความเค็มในแหล่งน้ำ ต. หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ. นครราชสีมาซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองโปแตชสูงถึง 100 ppt ซึ่งหากเทียบกับน้ำทะเลที่มีความเค็มเฉลี่ย 35 ppt เท่ากับน้ำที่นี่เค็มกว่าทะเลถึง 3 เท่า แม้จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักซึ่งควรจะมีการเจือจางแต่ค่าความเค็มกลับไม่ลดลง จนเครื่องมือตรวจวัดเกือบอ่านค่าไม่ได้ และเห็นภาพต้นไม้ยืนต้นตายเกลื่อน ทั้งนี้ปัญหาใหญ่เริ่มจากรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกจากยุค คสช. ซึ่งทำให้สิทธิประชาชนถอยหลังไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มาก ฝ่ายบริหารมองแต่เรื่องการขุดทรัพยากรแร่มาใช้โดยอ้างตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ไม่สนความยุติธรรมและผลกระทบที่เกิดกับชาวบ้าน

“รัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็นอันดับแรก ต้องมี ส.ส.ร. 200 คนที่มาจากประชาชน 100% เพื่อบรรจุเรื่องสิทธิสิ่งแวดล้อมเข้าไปให้ชัดเจน และต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าแร่ใต้ดินไม่ใช่ทองคำถ้ามันสร้างความเสียหายบนดิน”  น.ส. อาภากล่าว

ส่วนนางจงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวว่า กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้ต่อสู้ไปถึงกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้ถึงหน้ากระทรวงอุตสาหกรรม เราไปนอนอยู่ที่นั่นหลายวันเพื่อรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้เราแต่สิ่งที่พวกเราได้รับกลับมาคือการตัดน้ำตัดไปพวกเรา ซ้ำร้ายมีการแอบอนุญาตให้ใช้วัตถุระเบิดในพื้นที่ ทั้งที่ในรายงาน EIA ฉบับเดิมไม่อนุญาตให้ใช้ เราเจ็บทุกครั้งที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่รัฐกลับปฏิบัติไม่ชอบธรรมกับเรา รัฐไปอนุญาตให้เขาใช้ระเบิดหลังจากเราไปร้องเรียนมหาดไทยได้ไม่กี่วัน นี่มันคือการเลือกปฏิบัติ  ดังนั้นหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งอุตสาหกรรมจังหวัด มหาดไทย และ กพร. จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยจะเดินทางเข้ายื่นฟ้องหน่วยงานรัฐเหล่านี้ต่อศาลปกครองให้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย

ขณะที่ น.ส. จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าอำนาจฝ่ายบริหารนั้นพึ่งพาไม่ได้ ชาวบ้านยื่นหนังสือมาแล้วทุกระดับ ตั้งแต่ อบต. อุตสาหกรรมจังหวัด ไปจนถึงบุกทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้กลไกสภาผ่านกรรมาธิการ ส.ส. และ ส.ว. เราพิสูจน์มาหมดแล้วว่าฝ่ายบริหารมีแต่ความเพิกเฉย เมื่อคุณละเลยหน้าที่ เมื่อคุณทำหูทวนลมกับเสียงร้องไห้ของชาวบ้าน สนามเดียวที่เหลืออยู่คือสนามอำนาจตุลาการ เราต้องใช้บทเรียนจากความล้มเหลวของราชการมาเป็นหลักฐานฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อดัดหลังระบบรัฐราชการที่เกียร์ว่างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทุน โดยหัวใจสำคัญที่สุดคือการนำเรื่องเข้าสู่ศาลไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษในพื้นที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าตุลาการจะกล้าหาญพอที่จะคุ้มครองสิทธิชุมชนเหนือผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนหรือไม่

“เราไม่ได้สู้แค่กับเหมืองที่นี่ แต่เรากำลังฟ้องเพื่อล้มกระดานวิธีการบริหารทรัพยากรของรัฐที่มองคนเป็นแค่เบี้ย เราต้องการใช้ศาลเป็นพื้นที่ทวงคืนอำนาจในการจัดการทรัพยากรที่รัฐขโมยไปจากมือประชาชนเราฝันถึงตุลาการที่มองไกลไปกว่าระเบียบราชการที่ตกต่ำ เราอยากเห็นศาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่ใช่แค่การตัดสินถูกผิดตามตัวอักษรที่รัฐแอบแก้ไขเพื่อเอาใจเหมือง แต่เป็นการตัดสินบนยอดของสิทธิมนุษยชน เพื่อพิสูจน์ว่าศาลจะยืนอยู่ข้างชีวิตคนหรือยืนอยู่ข้างบริษัทที่ทำให้มลพิษเป็นเรื่องธรรมชาติ” น.ส.จุฑามาส กล่าว  

น.ส. สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กล่าวว่า วันที่ 3 เม.ย. นี้ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ จะร่วมกันยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองนครราชสีมา ที่ละเลยและปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าจนสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นในพื้นที่เพราะที่ผ่านมาคำพูดสวยหรูของกระทรวงหรือนโยบายรัฐบาลเรื่องความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเพียงวาทกรรมที่ว่างเปล่า เพราะในความจริงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนกลับ ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง  เราจะขอให้ศาลกำหนดมาตรการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายไปแล้วในปัจจุบันด้วย เพราะวิถีชีวิตผู้เสียหายรอนานไม่ได้ สิ่งแวดล้อมที่พังพินาศทำให้ชาวบ้านดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ในตอนนี้

ทั้งนี้ผู้ฟ้องคดีในนามตัวแทน “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” ที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านชุมชนหนองไทร และหนองบัวตะเกียด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา จำนวน 89 คน มอบอำนาจให้นักกฎหมายมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่  ยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลปกครองนครราชสีมา ประกอบด้วย 1.อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 2.คณะกรรมการแร่ 3.คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ 4. อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา 5. ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 6 นครราชสีมา 6. องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไทร 7. เทศบาลตำบลหนองบัวตะเกียด 8. องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองพัฒนา 9. นายอำเภอด่านขุนทด 10. ปลัดกระทรวงมหาดไทย​