เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ตำรวจสภ.บ่อไร่ ได้รับแจ้งเกิดเหตุสลด ในพื้นที่หมู่ 8 บ้านหมื่นด่าน ตำบลบ่อพลอย จังหวัดตราด หลังนายหนุ่ม อายุ 63 ปี สัญชาติมอญ ลูกจ้างชาวสวนผลไม้ ถูกช้างป่าเหยียบศีรษะและร่างกายจนเสียชีวิต จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม นายพิชานนท์ อิงประสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคภูมิใจไทย และอาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด
ที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ในเขตป่าอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว โดยเจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำร่างออกจากป่าอย่างเร็ว เนื่องจากเกรงว่าช้างป่าที่ทำร้ายอาจจะยังวนเวียนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ไม่นานก็สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุได้สำเร็จ พร้อมนำศพไปยังรพ.บ่อไร่ เพื่อให้ญาติติดต่อรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา
สอบสวนนายสายชล แสงผา อายุ 33 ปี ลูกชายที่เห็นเหตุการณ์ เล่าให้ฟังว่า ตนเห็นช้างป่าวิ่งออกมาจากชายป่าด้วยอาการตื่นตระหนกผิดปกติ ไม่ใช่การเดินตามแต่เป็นการวิ่งกวดออกมาบนถนน จากนั้นพ่อตนเองออกมาไล่ช้างตามความคุ้นเคยเดิมที่เคยทำมาตลอด ซึ่งที่ผ่านมาพ่อจะออกมาไล่ตลอด และเคยเตือนแล้วอย่าไล่ แต่ก็ไม่ฟังใคร แถมถูกตะคอกใส่อีก ทำให้ไม่มีใครกล้าห้ามอีกเลย กระทั่งมาถูกช้างเหยียบเสียชีวิต
ด้านนางเสาวลักษณ์ แผ่นทอง กำนันตำบลบ่อพลอย ระบุว่า ได้รับแจ้งจากลูกผู้ตาย ว่าพ่อออกไปไล่ช้างแล้วหายตัวไป จึงประสานชุดผลักดันช้างเข้าตรวจสอบจนพบศพในพื้นที่รอยต่อเขตอุทยานฯ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็นฝีมือของ “เจ้าเดฟ” ช้างป่าที่มีพฤติกรรมแยกตัวจากฝูง และมีประวัติเคยทำร้ายคนเสียชีวิตมาแล้วในพื้นที่ ต.ห้วยแร้ง อ.เมือง จ.ตราด
ด้าน นายเชาลิต ขันทับทิม รองหัวหน้าชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังช้างป่า อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว ให้ข้อมูลว่า จากการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบกลิ่นสาบของการตกมันที่รุนแรง ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างมีความดุร้ายและก้าวร้าวสูงสุด เจ้าเดฟ เป็นช้างชุดนี้อพยพมาจากจันทบุรี เมื่อ 5-6 ปีก่อน และไม่เคยกลับไปอีกเลย มีแต่จะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น มุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองตราด ปัจจุบันคาดว่ามีประชากรช้างในโซนนี้สูงถึง 70 ตัว และเพิ่มจำนวนประชากรประมาณ 8% ต่อปี
ขณะที่นายพิชานนท์ อิงประสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ปัญหาช้างป่าเป็นเรื่องที่ตนได้นำเข้าสู่วาระการอภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยหลังเกิดเหตุได้ประสานไปยัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรายงานสถานการณ์และเร่งรัดมาตรการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต
นายพิชานนท์ กล่าวต่อว่า ปัญหาหลักคือ ความรู้ในการรับมือและงบประมาณ การให้ความรู้ ชาวบ้านมักใช้วิธีการแบบดั้งเดิม เช่น จุดพลุ หรือเดินเข้าไปผลักดันเอง ซึ่งเสี่ยงอันตรายอย่างมาก หากช้างซุ่มอยู่ในป่าทึบหรืออยู่ในสภาวะตกมัน ขณะที่ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่หลักเพียง 31 นาย ซึ่งต้องดูแลพื้นที่ครอบคลุมหลายตำบล การตอบสนองต่อเหตุการณ์จึงอาจล่าช้า นอกจากนี้สวัสดิการจิตอาสา ชุดอาสาที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนยังขาดค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม ซึ่งตนได้เสนอในญัตติแก้ไขปัญหาช้างป่าไปแล้ว
สำหรับช่วงนี้เจ้าหน้าที่ย้ำเตือนประชาชนในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้ สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากเป็นฤดูที่ทุเรียนและผลไม้ออกผล ซึ่งกลิ่นหอมของผลไม้จะเป็นตัวดึงดูดให้ช้างป่าวนเวียนเข้ามาในพื้นที่สวนบ่อยครั้ง ขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นช้าง ห้ามผลักดันเองเด็ดขาด ให้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือชุดอาสาเฝ้าระวัง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต.



