สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ว่าโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของโลกจากสหรัฐ เผยแพร่รายงานวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน ที่เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งยืดเยื้อ ร่วมด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดมีจำนวนมหาศาล และสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง


ขณะเดียวกัน การที่อิหร่านจำกัดการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของโลก ไม่สามารถขนส่งออกไปได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก


ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 6,536.40 บาท) ภายในระยะเวลาอันสั้น และ “ภาวะช็อกด้านอุปทาน” นี้จะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงทั่วโลก และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่


นอกจากนี้ มาตรการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ และประเทศพันธมิตร อาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เพียง “ชั่วคราว” เท่านั้น แต่ไม่สามารถทดแทนการขาดหายไปของน้ำมันจากอ่าวอาหรับได้ในระยะยาว


ขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทวีปเอเชียถือว่า “รุนแรงและรวดเร็ว” กว่าภูมิภาคแห่งอื่น เนื่องจากเอเชียคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของน้ำมันและก๊าซจากอ่าวอาหรับ เนื่องจากเอเชียเป็นจุดหมายปลายทางหลักของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันมากกว่า 75% ที่ผ่านช่องแคบนี้ถูกส่งมายังประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้


แม้บางประเทศจะมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปริมาณสำรองเหล่านี้มีไว้เพื่อประคองสถานการณ์ระยะสั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการปิดช่องแคบที่ยาวนาน


เมื่อต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศแถบเอเชียจะปรับตัวขึ้นทันที ส่งผลให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับตัวตาม ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่าง ไทย อินเดีย และฟิลิปปินส์ จะเผชิญกับการขาดดุลการค้าอย่างหนัก เนื่องจากต้องจ่ายเงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อน้ำมันในราคาแพง.

เครดิตภาพ : AFP