เปลี่ยนเกมจากตกเป็นเป้านิ่งถูกโจมตีอย่างหนัก พลิกสถานการณ์กวาดล้างผู้กระทำผิด สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล แม้ก่อนหน้านี้ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ยืนยันเสียงแข็งไม่พบ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน จนทำให้น้ำมันขาดปั๊ม
แต่ดูเหมือนว่าราคาน้ำมันพุ่งสูงตลอดรายวันเสมือนเปิดช่องให้ “นักแสวงหากำไร” พอคาดเดาสถานการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันมีโอกาสดีดตัวพุ่งสูงขึ้นได้อีก ส่งผลให้เกิดช่องว่างเปิดทางให้กักตุน จน “อนุทิน-พิพัฒน์” ดาหน้าออกมาชี้แจงตัวเลขน้ำมันในคลัง และตัวเลขน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ พร้อมยืนยันกันหนักแน่นว่า “ไม่มีไอ้โม่ง ไม่มีการกักตุนน้ำมัน และน้ำมันยังมีพอ ไม่คาดแคลน ”
ท่ามกลางกระแส“อนุทิน – พิพัฒน์” โดนรุกไล่อย่างหนักหน่วง ยิ่งขุมธุรกิจของ “ตระกูลรัชกิจประการ” ผูกโยงกับน้ำมัน ยิ่งแนวทางแก้ปัญหาไม่มีแนวคิดลดภาษีสรรพสามิต ตามข้อเสนอของหลายพรรคการเมือง ทำให้ชื่อ “พิพัฒน์” ถูกต่อต้านจาก ขั้วค้าน แนวต้านก่อตัวโหมแรงไฟมากขึ้น ทำให้ “นายกฯอนุทิน”ต้องยอมถอย ถอด “พิพัฒน์” ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ รมว.คลัง เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อลดแรงต้านให้เบาบางลง
งานนี้ “ผู้นำรัฐบาล” แก้เกมด้วยการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมี “เอกนิติ” นั่งหัวโต๊ะ เพื่อศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน โดยเฉพาะ “ค่าการกลั่น” ราคาสูง ทำให้โรงกลั่นโดนโจมตีอย่างหนัก ทั้งนี้คตร.มีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงกลั่นแล้ว 2 ครั้ง มีมติเปิดทางให้โรงกลั่นนำส่งกำไรส่วนหนึ่งให้กับกองทุนน้ำมัน เพื่อกดราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงขึ้น ถือเป็นมาตรการที่รัฐบาลคาดหวังว่าจะลดแรงเสียดทานไปได้บ้าง
โดย “นายกฯหนู” ยืนยันถึงสาเหตุที่เงียบเรื่องไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ว่า ที่ผมเงียบมาตลอด เพราะต้องการทราบข้อมูลการกระทำผิด โดยไม่ให้ข่าวรั่วออกไป เราทราบแม้กระทั่งว่าเรือลำไหนไปลอยลำ อยู่กลางทะเล ใช้เวลามากเกินควร ที่จะเดินทางจากจุดรับน้ำมันมาจุดส่งน้ำมันได้ แสดงว่าเป็นการถ่วงเวลา ซึ่งเราใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สามารถติดตามเส้นทางของคนเหล่านี้ได้หมด เชื่อว่าจากนี้ไป การควบคุมปริมาณน้ำมัน จะไม่มีการรั่วไหลออกไปนอกประเทศ ผ่านทางช่องทางธรรมชาติต่างๆ”
เมื่อรัฐบาลออกแอกชั่นขึงขังดำเนินการกับผู้กระทำผิดกักตุนน้ำมัน หลังจากผลโพลออกมาคนไม่เชื่อมั่นกับการทำงานของ 3 รัฐมนตรี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-ศุภจี สุธรรมพันธุ์“ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและพลังงาน หลังจากนี้จับตาการขับเคลื่อนแก้ปัญหา“น้ำมัน”ของรัฐบาลที่ต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมือง เพราะหากแก้วิกฤติพลังงานไม่ได้ สถานการณ์จะพลิกกลับมาเป็นวิกฤติรัฐบาลทันที



