เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์และนโยบาย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า

วันนี้…ประเทศไทยอาจไม่ได้กำลังแพ้ในสนามรบชายแดน แต่กำลังเสียพื้นที่ในสนามความจริงโดยที่เราไม่รู้ตัว

สิ่งที่อันตรายที่สุดจึงไม่ใช่เสียงปืน แต่คือ “ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” และ “ความแตกแยกของคนไทยด้วยกันเอง”

เพราะในขณะที่เจ้าหน้าที่แนวหน้าทั้งผู้กองโทนี่ ผู้การธรรมนูญ และ พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ต่างก็กำลังยืนหยัดปกป้องแผ่นดินอย่างเต็มกำลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง…สงครามที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน นั่นคือ

“สนามรบข้อมูลข่าวสารในโซเชียล”

ที่ตัดสินว่าใครจะชนะ…ไม่ใช่ด้วยกระสุน แต่ด้วย “ความเชื่อมั่นและความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนทั้งประเทศ”

ในห้วงเวลาระหว่างปี พ.ศ.2555 – 2557 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผมมีโอกาสรับการฝึกด้านยุทธศาสตร์การทำสงครามร่วมกับนักศึกษาคณะนายทหารจากคณะหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff, JCS) เพนตากอน และ นักศึกษามหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา

ที่ได้ถ่ายทอดกรอบคิดของการประเมินเชิงยุทธศาสตร์รวบยอด (Net Assessment)ด้วยเครื่องมือพิเศษผมจึงนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทยในสนามรบไทย-เขมร พบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนความจริง 3 เรื่องที่สำคัญมากและจะส่งผลถึงชัยชนะระยะยาว

1.ความจริงในสนามรบชายแดน แตกต่างจาก ความจริงในโซเชียล ภาพบางภาพ คลิปบางคลิป เห็นแค่บางส่วน แต่สามารถ “กำหนดความรู้สึกของคนทั้งประเทศ” ได้

2.ศัตรูที่อันตรายที่สุด คือ ความไม่สมดุลของข้อมูลข่าวสาร เมื่อฝ่ายเขมรเล่าเรื่อง “เร็วกว่า” แม้ความจริงจะอยู่กับเรา เราก็อาจ “แพ้ในความรับรู้” ได้

3.ประเทศจะยืนได้ ไม่ใช่แค่เพราะทหารเข้มแข็ง แต่ต้องมี “ประชาชนที่เข้าใจสถานการณ์เดียวกัน”

วันนี้…สิ่งที่ผู้กองโทนี่ ผู้การธรรมนูญ และ พลตรี ณัฏฐ์ ฯ ทำในพื้นที่ไม่ใช่แค่การปกป้องแผ่นดิน แต่คือการยืนอยู่บนความจริง และสิ่งที่ประชาชนอย่างเราทำได้ ไม่ใช่แค่การแชร์ แต่คือการเลือกเชื่อในสิ่งที่ตรวจสอบแล้ว

ในสนามรบวันนี้ ชัยชนะไม่ได้ตัดสินแค่ที่ชายแดน แต่ตัดสินที่ว่า “คนไทยทั้งประเทศ ยืนอยู่บนความจริงเดียวกันหรือไม่” เพราะถ้าเรายังยืนอยู่บนความจริงเดียวกันได้ ไม่มีใครเอาแผ่นดินเราไปได้ และไม่มีใครเอาความเชื่อมั่นของเราไปจากกองทัพและแผ่นดินไทยของเราเช่นกัน

ในวันที่ข้อมูลเร็วกว่าเหตุการณ์ และความเชื่อวิ่งเร็วกว่าความจริง ประเทศไทยจะยืนอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพราะคนไทยทั้งประเทศเลือกยืนอยู่ข้าง ‘ความจริง’ พร้อมกัน

ประเทศไทยไม่ได้อ่อนแอ แต่กำลังเผชิญ ‘สงครามหลายมิติ’ ที่ต้องใช้ทั้งความจริง วินัย และความสามัคคี

ผมโยงนายทหารผู้กล้าอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา 3 ท่านให้เป็น “ภาพใหญ่” คือ

1.ผู้กองโทนี่ คือ ผู้สะท้อน “ภารกิจหน้างานชายแดนไทย-กัมพูชา”

2.ผู้การธรรมนูญ ผู้สะท้อน “วินัย/โครงสร้างอำนาจ”

3.พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ผู้สะท้อน “มุมมองยุทธศาสตร์ชายแดน”

นี่ไม่ใช่ 3 เรื่องแยกกันแต่มันคือ ภาพเดียวกันของประเทศในยามวิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ทำไม 3 เรื่องนี้คือ “ภาพเดียวกัน”

เพราะทั้งสามกรณี ไม่ว่าจะเป็น “ผู้กองโทนี่” “ผู้การธรรมนูญ” และ “พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์” กำลังสะท้อน 3 ชั้นของวิกฤตเดียวกัน

1.ชั้น “แนวหน้า” — ความจริงในสนาม (Ground Truth)

กรณี “ผู้กองโทนี่” สะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ กับ สิ่งที่สังคมรับรู้ อาจไม่ตรงกัน นั่นคือคลิปหรือข้อมูลบางส่วนถูกตัดตอน ประชาชนเห็นแค่ช่วงเผชิญหน้ากันแต่ไม่เห็นบริบทก่อนหน้านั้น ผลคือคนไทยเริ่มไม่มั่นใจว่าความจริงคืออะไร

2.ชั้น “โครงสร้าง” — วินัยและเอกภาพ (System Integrity) กรณี “ผู้การธรรมนูญ” สะท้อนคำถามสำคัญว่า คำสั่งเดียวกัน ถูกตีความเหมือนกันหรือไม่ นั่นเป็นเพราะ การสื่อสารในสายบังคับบัญชาไม่ชัดเจน การตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่เป็นเสียงเดียวกัน ผลคือ ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจใน ‘ระบบ’ ไม่ใช่แค่คน

3.ชั้น “ยุทธศาสตร์” — การเล่าเรื่องของประเทศ (Strategic Narrative) กรณี “พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์” สะท้อนภาพใหญ่ของภัยคุกคาม นั่นคือ ฝ่ายตรงข้ามปล่อยเรื่องเล่าต่าง ๆ (narrative) ได้เร็วกว่า ไทยมีข้อมูลจริงแต่สื่อสารช้าและกระจัดกระจาย ผลคือ เราอาจไม่ได้เสียพื้นที่ แต่กำลังเสียความเข้าใจของโลกและของคนไทยด้วยกันเอง

เมื่อ 3 ชั้นนี้เชื่อมกัน จะเกิดอะไรขึ้น ความจริงในสนามถูกตั้งคำถามด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ระบบของกองทัพไทยถูกลดความเชื่อมั่น และเรื่องเล่าของชาติถูกเขมรเป็นผู้กำหนดแทน นี่คือ “วิกฤตศรัทธา” ไม่ใช่แค่ “วิกฤตชายแดน” แล้วทางออกคืออะไร

ประเทศไทยจะผ่านวิกฤตนี้ได้ต้อง “เชื่อม 3 ชั้นให้เป็นหนึ่งเดียว”

1.ความจริงในสนาม ต้องถูกสื่อสารอย่างรวดเร็วและครบถ้วนด้วยการลำดับเหตุการณ์ต้นชนปลาย

2.ระบบและวินัย ต้อง “เป็นหนึ่งเดียวจริง” ไม่ใช่แค่ในคำสั่ง

3.เรื่องเล่าของประเทศ ต้องนำเกมโดยฝั่งไทย ไม่ใช่ตามเกมที่เขมรถนัด

เพราะมุมมองของผมคือ “ประเทศจะไม่อ่อนแอ เพราะแรงกดดันจากภายนอก แต่จะอ่อนแอ…เมื่อความจริง วินัย และเอกภาพ ไม่เดินไปในทิศทางเดียวกัน”

ผมขอฝากทุกฝ่ายช่วยกันพิจารณาบทบาทของกองทัพไทย ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังมองหา “หลักยึด” กองทัพไม่ใช่แค่ผู้ปกป้องอธิปไตย แต่คือ “สัญลักษณ์ของวินัย เอกภาพ และความเสียสละของชาติ” ดังนั้น กองทัพต้องเป็น “แบบอย่างของความมีวินัย” ที่ไม่มีข้อกังขา ต้องเป็น “ภาพของความเป็นหนึ่งเดียว” ที่ประชาชนมั่นใจได้ และต้องเป็น “ตัวแทนของความรักชาติ” ที่ไม่ผูกกับผลประโยชน์ใด เพราะ กองทัพที่เข้มแข็งไม่ได้วัดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย

กล่าวโดยสรุป วันนี้ในทุกวิกฤตของประเทศ ประเทศไทยไม่ต้องการเสียงที่แตกแยก แต่ต้องการ ‘เสียงเดียวกันของความจริง’ ไม่ต้องการความกล้าหาญเฉพาะแนวหน้าแต่ต้องการวินัยและเอกภาพจากทุกระดับ กองทัพต้องเป็นแบบอย่างของความเสียสละ ไม่ใช่ความสะดวกสบายหรูหรา เพราะผู้ที่พร้อมจะปกป้องแผ่นดินต้องไม่ยึดติดกับความหรูหราใด ๆ และในวันที่โลกกำลังทดสอบเรา คนไทยทั้งประเทศต้องยืนอยู่บนความจริงเดียวกันเชื่อมั่นกัน และปกป้องกัน เพราะเมื่อ ‘กองทัพและประชาชน’ เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีวิกฤตใด…ที่ประเทศไทยจะผ่านไปไม่ได้