เมื่อวันที่ 7 เม.ย. สถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมือง
จากการลงพื้นที่สำรวจภายในย่านตลาดหัวอิฐ พบว่าราคาพืชผักและอาหารทะเลหลายรายการมีการปรับขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผักที่ขนส่งมาจากพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น แตงกวา ขนาดบรรจุถุง 5–10 กิโลกรัม จากเดิมราคาถุงละประมาณ 140–150 บาท ปรับขึ้นเป็นถุงละ 250 บาท ขณะที่หมูสามชั้นปรับราคาจากกิโลกรัมละ 160 บาท เป็น 180 บาท นอกจากนี้อาหารทะเลสดอย่างปลาหมึกและกุ้ง ก็มีการปรับขึ้นเช่นกัน จากเดิมกิโลกรัมละ 180 บาท เป็น 200 บาทขึ้นไป สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม พืชผักพื้นบ้านที่ผลิตภายในพื้นที่และเกษตรกรนำมาจำหน่ายโดยตรง ยังไม่มีการปรับราคามากนัก เนื่องจากไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งระยะไกล และส่วนใหญ่ขายให้ประชาชนที่ซื้อไปประกอบอาหารในครัวเรือนครั้งละไม่มาก

แม่ค้าในตลาดเปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาสินค้ายังไม่นิ่ง และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก หากราคาน้ำมันยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบค่าครองชีพประชาชนในระยะยาว โดยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจะมาซื้อสินค้าจากตลาดหัวอิฐไปจำหน่ายต่อในพื้นที่อื่น โดยตั้งราคาสูงขึ้นเพื่อทำกำไร และบางชนิดมีการลดปริมาณลง เช่น การจัดเป็นกำ กำละ 10–20 บาท
ด้านผู้ประกอบการร้านอาหารตามสั่ง ระบุว่า แม้ผักส่วนใหญ่ปรับขึ้นไม่มาก แต่สินค้าที่ได้รับผลกระทบหนักคือ “มะนาว” และ “ไข่ไก่” ซึ่งมีราคาสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมะนาว 1 กิโลกรัม มีประมาณ 19–20 ลูก ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ขณะที่ในห้างสรรพสินค้าราคาสูงถึงลูกละกว่า 12 บาท
ส่วนไข่ไก่ แม้กระทรวงพาณิชย์จะประกาศปรับขึ้นแผงละ 6 บาท แต่ราคาจำหน่ายจริงในตลาดยังสูงกว่า โดยไข่ไก่เบอร์ 0 อยู่ที่แผงละ 140 บาท เบอร์ 1 ราคา 130 บาท เบอร์ 2 ราคา 125 บาท เบอร์ 3 ราคา 120 บาท เบอร์ 4 ราคา 115 บาท เบอร์ 5 ราคา 110 บาท และเบอร์ 6 อยู่ที่ 99–100 บาทต่อแผง
ผู้ประกอบการระบุว่า แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังคงจำหน่ายอาหารในราคาเดิมจานละ 50–60 บาท เพื่อไม่ให้กระทบลูกค้ามากเกินไป พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเข้ามาตรวจสอบและควบคุมราคาสินค้าอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน.



